Skip to content

“แรงงานเกษตรต่างด้าว” กับยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค: มิติของเกษตรข้ามพรมแดน

“แรงงานเกษตรต่างด้าว” กับยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค: มิติของเกษตรข้ามพรมแดน
การพัฒนาภูมิภาคในยุคโลกาภิวัตน์ไม่อาจมองข้ามบทบาทของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตรที่เป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแรงงานเกษตรของไทยกำลังเผชิญวิกฤติการขาดแคลนอย่างรุนแรง และหนึ่งในคำตอบที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ “แรงงานเกษตรต่างด้าว” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรูปแบบของ “เกษตรข้ามพรมแดน (Cross-border Agriculture)” ที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

ภาวะขาดแคลนแรงงานเกษตรไทย
งานวิจัยจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ชัดว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 55 ปี ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่กล้ากลับเข้าสู่ภาคเกษตร เนื่องจากภาพลักษณ์ของอาชีพเกษตรกรที่ถูกมองว่า “ล้าหลัง ไม่มั่นคง มีหนี้สิน ผลผลิตราคาถูก และต้องทำงานหนัก” เมื่อคนรุ่นใหม่เลือกที่จะออกไปหางานนอกภาคเกษตร ทำให้แรงงานเกษตรในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ความสามารถในการทดแทนแรงงานด้วยคนรุ่นใหม่จึงลดลง นำไปสู่ความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น

บทบาทของแรงงานเกษตรต่างด้าว
รายงานของ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ปี 2019 ระบุว่า แรงงานต่างชาติที่จดทะเบียนในภาคเกษตรไทยมีจำนวนประมาณ 318,000 คน คิดเป็น 11.4% ของแรงงานต่างชาติทั้งหมดที่ลงทะเบียนในประเทศไทย โดยมีสัดส่วนการกระจายตัวดังนี้
• เมียนมา (Myanmar) ประมาณ 63%
• กัมพูชา (Cambodia) ประมาณ 26%
• สปป.ลาว (Laos) ประมาณ 11%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าแรงงานเกษตรต่างด้าวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตทางการเกษตรของไทย และคาดการณ์ว่าในอนาคตจำนวนแรงงานต่างชาติในภาคเกษตรจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการแรงงานในประเทศยังไม่สามารถตอบสนองได้เพียงพอ

เกษตรข้ามพรมแดน: แนวคิดและความหมาย
เกษตรข้ามพรมแดน (Cross-border Agriculture) หมายถึง ระบบการผลิต การจัดการ และการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรที่เชื่อมโยงกันผ่านเขตพรมแดนระหว่างรัฐ ซึ่งครอบคลุมทั้งการเคลื่อนย้าย สินค้า แรงงาน ทุน เทคโนโลยี และความรู้ พร้อมทั้งอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย กติกา และมาตรฐานระหว่างประเทศ
แนวคิดนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การค้าสินค้าเกษตร แต่รวมถึงกระบวนการพัฒนาที่หลากหลาย ครอบคลุมการลงทุน การจ้างงาน และการถ่ายทอดองค์ความรู้ ซึ่งแรงงานเกษตรต่างด้าวถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่สะท้อนความเป็น “เกษตรข้ามพรมแดน” ได้อย่างชัดเจน

ประเภทของเกษตรข้ามพรมแดน
เกษตรข้ามพรมแดนสามารถจำแนกออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่

  1. การค้าสินค้าเกษตร (Agricultural Trade)
    การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศ เช่น การส่งออกข้าว ยางพารา ผลไม้ และการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน
  2. การลงทุนเกษตร (Agricultural Investment)
    การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในกิจการเกษตรของไทย หรือการที่นักลงทุนไทยไปลงทุนทำการเกษตรในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การปลูกอ้อยและมันสำปะหลังใน สปป.ลาว หรือกัมพูชา
  3. เกษตรพันธสัญญา (Contract Farming)
    รูปแบบความร่วมมือที่บริษัทหรือผู้ลงทุนทำสัญญากับเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนหรือประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อผลิตตามมาตรฐานและความต้องการของตลาด
  4. การเคลื่อนย้ายแรงงานเกษตร (Agricultural Labour Migration)
    การนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในฟาร์มและไร่นาของไทย ซึ่งกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
  5. ความร่วมมือวิชาการและเทคโนโลยี (Academic and Technological Cooperation)
    การแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านเกษตร เช่น การถ่ายทอดเทคนิคการผลิตที่ทันสมัย หรือการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ร่วมกัน

แรงงานเกษตรต่างด้าว: ความจำเป็นและความท้าทาย
การที่แรงงานเกษตรต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทยไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่กลายเป็น “ความจำเป็น” เนื่องจากแรงงานไทยไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาแรงงานต่างด้าวก็สร้างทั้ง โอกาสและความท้าทาย
โอกาส
• ช่วยทดแทนแรงงานไทยที่ขาดแคลน
• ลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่มีค่าจ้างต่ำกว่าแรงงานไทย
• ทำให้การผลิตภาคเกษตรยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
ความท้าทาย
• ปัญหาการนำเข้าแรงงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์
• การจัดการสิทธิแรงงาน ความเป็นธรรม และสวัสดิการ
• ความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
• การพึ่งพิงแรงงานต่างด้าวมากเกินไป อาจทำให้ขาดการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทดแทนแรงงาน

แนวโน้มในอนาคต
แนวโน้มในอนาคตชี้ว่าแรงงานเกษตรต่างด้าวในไทยจะเพิ่มขึ้น เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. การเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย
    อายุเฉลี่ยของเกษตรกรสูงขึ้นเรื่อย ๆ คนรุ่นใหม่ไม่เข้าสู่อาชีพเกษตร ส่งผลให้ต้องใช้แรงงานต่างด้าวมากขึ้น
  2. การเปิดกว้างของนโยบายรัฐ
    รัฐบาลไทยได้ขยายการรับแรงงานต่างด้าวจากหลายประเทศนอกเหนือจากเมียนมา กัมพูชา และลาว เช่น ศรีลังกา เนปาล บังกลาเทศ และอินโดนีเซีย เพื่อรองรับการขาดแคลนแรงงาน
  3. ความต้องการแรงงานในตลาดโลก
    ภาคเกษตรไทยยังคงเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก โดยเฉพาะในสินค้าหลัก เช่น ข้าว ผลไม้ ยางพารา และน้ำตาล ซึ่งล้วนต้องใช้แรงงานจำนวนมาก

เกษตรข้ามพรมแดนกับยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค
การมองแรงงานเกษตรต่างด้าวในฐานะส่วนหนึ่งของเกษตรข้ามพรมแดน ทำให้เราเข้าใจว่าแรงงานไม่ใช่เพียงต้นทุนการผลิต แต่คือ “กลไกเชื่อมโยงภูมิภาค” เพราะแรงงานเหล่านี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาคจึงควรมุ่งไปที่
• การสร้างระบบการจัดการแรงงานที่เป็นธรรม โปร่งใส และยั่งยืน
• การพัฒนาศักยภาพแรงงานต่างด้าวให้มีทักษะมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานไร้ทักษะ
• การผสานแรงงานต่างด้าวเข้ากับระบบการผลิตที่ใช้เทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการเกษตรของไทย

บทสรุป
แรงงานเกษตรต่างด้าวคือส่วนสำคัญของ “เกษตรข้ามพรมแดน” ที่สะท้อนถึงพลวัตของการพัฒนาในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ขณะที่แรงงานไทยมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้นและคนรุ่นใหม่ไม่สนใจภาคเกษตร การนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจึงกลายเป็นคำตอบที่เลี่ยงไม่ได้
แต่การพัฒนาภูมิภาคไม่ควรหยุดอยู่ที่การแก้ปัญหาระยะสั้น หากควรใช้โอกาสนี้สร้างระบบการผลิตที่มีมาตรฐาน โปร่งใส และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริม เพื่อให้แรงงานต่างด้าวไม่ใช่เพียงแรงงานราคาถูก แต่เป็น “หุ้นส่วน” ในการพัฒนาภาคเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต

ผู้เขียน : นายสุภาชัย เตชนันต์
นักศึกษาปริญญาเอกสาขายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค
ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา

อ้างอิง
สุภาชัย เตชนันต์. (2568). “แรงงานเกษตรต่างด้าว” กับยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค: มิติของเกษตรข้ามพรมแดน. สืบค้นจาก. kmnec.crurds.com