Skip to content

ระเบียงเศรษฐกิจ กับการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ : กรณีการบริหารประชากรเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor) ถูกมองว่าเป็นภาพใหญ่สุดของการพัฒนาเชิงพื้นที่ เนื่องจากเป็นกรอบยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ระดับมหภาคที่กำหนดทิศทางการเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และตลาดในระดับประเทศและภูมิภาค โดยมีลักษณะเป็นโครงข่ายมากกว่าพื้นที่เฉพาะจุด แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎีการพัฒนาเชิงพื้นที่และการเติบโตแบบกระจุกตัว (growth pole theory) ของ Perroux ซึ่งชี้ว่าการพัฒนาเกิดจากการกำหนดแกนและทิศทางการไหลของเศรษฐกิจ ก่อนจะขยายผลไปยังพื้นที่ย่อย (Perroux, 1950) รวมถึงกรอบแนวคิดของ Asian Development Bank ที่มองระเบียงเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน การค้า และความร่วมมือข้ามพรมแดน (ADB, 2012) ในขณะที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจชายแดนทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงนโยบายหรือจุดปฏิบัติการภายใต้กรอบระเบียงเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่เฉพาะ (World Bank, 2009) นอกจานั้น ระเบียงเศรษฐกิจ… ระเบียงเศรษฐกิจ กับการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ : กรณีการบริหารประชากรเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor: NEC) บทบาทที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเชียงรายสู่ตลาดสากล

ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor: NEC) พัฒนาขึ้นจากกระบวนการกำหนดนโยบายบนฐานงานวิจัยเชิงพื้นที่ ซึ่งมีจุดตั้งต้นจากการบูรณาการองค์ความรู้ของนักวิชาการจากหลากหลายสถาบันการศึกษาในภาคเหนือ งานวิจัยดังกล่าวมุ่งวิเคราะห์ศักยภาพเชิงพื้นที่ ทุนทรัพยากร และทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้บริบทเศรษฐกิจ BCG และการเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์กับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายซึ่งได้รับการศึกษาเชิงลึกในประเด็นพื้นที่ชายแดน การค้าข้ามพรมแดน และบทบาททางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคจากทีมวิจัยสาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ภายใต้การนำของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะหัวหน้าแผนโครงการวิจัย การบูรณาการผลการศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ ภายใต้การนำของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะหัวหน้าแผนโครงการวิจัย ทำให้กรอบแนวคิด NEC ถูกยกระดับจากข้อเสนอเชิงวิชาการไปสู่กลไกเชิงนโยบายที่สะท้อนศักยภาพเฉพาะของพื้นที่อย่างเป็นระบบ จังหวัดเชียงรายจึงไม่ได้ถูกกำหนดบทบาทในฐานะพื้นที่ชายแดนเชิงรับ หากแต่ถูกวางตำแหน่งเป็น “ประตูเศรษฐกิจ” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจภายในประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอย่างมีนัยสำคัญ เจตจำนงหลักของการวิจัย NEC อยู่ที่การพัฒนาและนำเสนอกรอบการพัฒนาเชิงพื้นที่ของภาคเหนือในลักษณะระเบียงเศรษฐกิจที่สามารถทำงานได้จริง การบูรณาการมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ทรัพยากรชีวภาพ… ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor: NEC) บทบาทที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเชียงรายสู่ตลาดสากล

ยุทธศาสตร์ : ความหมาย ความสำคัญ ในฐานะ กระบวนการชี้นำความสำเร็จของผู้นำในสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา

บทนำ ความสำเร็จของผู้นำในบริบทการเมืองและความมั่นคงมิได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากร อำนาจ หรือศักยภาพทางทหารเพียงลำพัง หากแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการกำหนดทิศทางและชี้นำการตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขแห่งความไม่แน่นอน ความขัดแย้ง และข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง แนวคิดเรื่อง “ยุทธศาสตร์” จึงมีสถานะเป็นแกนกลางของภาวะผู้นำ เนื่องจากทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างการรับรู้บริบท การตัดสินใจ และผลลัพธ์เชิงอำนาจ อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมด้านยุทธศาสตร์จำนวนมากยังคงจำกัดความหมายของยุทธศาสตร์ไว้ในฐานะแผนหรือเครื่องมือเชิงนโยบาย มากกว่าการมองยุทธศาสตร์เป็นกระบวนการที่ผู้นำใช้ในการชี้นำความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง รากฐานเชิงคลาสสิกของแนวคิดยุทธศาสตร์มักเชื่อมโยงกับมิติการทหารและการเมืองระดับรัฐ โดย Clausewitz มองยุทธศาสตร์เป็นศิลปะในการใช้กำลังเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมือง (Clausewitz, 1976) ขณะที่ Liddell Hart เสนอว่ายุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพคือการเลือกแนวทางที่ลดต้นทุนและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง (Hart, 1967) แม้แนวคิดเหล่านี้จะช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับเป้าหมายทางการเมือง แต่ยังให้ความสำคัญกับชัยชนะหรือผลลัพธ์สุดท้าย มากกว่ากระบวนการตัดสินใจที่ผู้นำต้องเผชิญอย่างต่อเนื่องในความขัดแย้งที่ไม่อาจยุติได้อย่างเด็ดขาด พัฒนาการทางทฤษฎีร่วมสมัยได้ท้าทายกรอบคิดดังกล่าว โดยเฉพาะงานของ Mintzberg ซึ่งเสนอว่ายุทธศาสตร์มิได้เกิดจากการวางแผนล่วงหน้าเพียงอย่างเดียว… ยุทธศาสตร์ : ความหมาย ความสำคัญ ในฐานะ กระบวนการชี้นำความสำเร็จของผู้นำในสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา

ผลประโยชน์แห่งชาติ ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และความท้าทายข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง: บทวิเคราะห์กรณี ไทย–กัมพูชา–เมียนมาร์

อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้รับการยอมรับว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นทั้งในมิติภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง พื้นที่ดังกล่าวมิได้เป็นเพียงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและเส้นทางคมนาคมที่หล่อเลี้ยงการพัฒนาเท่านั้น หากยังเป็นเวทีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่มีระดับการพัฒนาและเสถียรภาพทางการเมืองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (Glassman, 2010; Hirsch, 2016) บริบทเช่นนี้ทำให้นโยบายของรัฐหนึ่งไม่สามารถจำกัดผลกระทบอยู่ภายในพรมแดนของตนเองได้ แต่กลับส่งผลต่อประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะข้ามพรมแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยดำรงบทบาทสำคัญในฐานะรัฐแกนกลางของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ การกำหนดนโยบายต่างประเทศและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านจึงมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการรักษาและส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติในระยะยาว แนวคิดผลประโยชน์แห่งชาติในบริบทดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่เพียงการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน หากยังครอบคลุมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของสังคม ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และเสถียรภาพของพื้นที่ชายแดน (Morgenthau, 1951; Nuechterlein, 2006) ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคหลังสงครามเย็น โดยเฉพาะในบริบทที่การสร้างพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการอาจไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางการเมืองและความมั่นคงที่ซับซ้อน ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เปิดโอกาสให้รัฐสามารถร่วมมือกันอย่างยืดหยุ่นในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง การพัฒนา และการจัดการปัญหาข้ามพรมแดน โดยไม่จำเป็นต้องผูกพันในลักษณะพันธมิตรแบบดั้งเดิม… ผลประโยชน์แห่งชาติ ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และความท้าทายข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง: บทวิเคราะห์กรณี ไทย–กัมพูชา–เมียนมาร์

“ยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้ง(Hedging Strategy): ความยืดหยุ่นหรือความคลุมเครือ? บทวิพากษ์การจัดการความขัดแย้งไทย–กัมพูชา”

บทนำ ความขัดแย้งระหว่างรัฐยังคงเป็นปรากฏการณ์สำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของรัฐเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์ ความทรงจำทางการเมือง และข้อพิพาทด้านอธิปไตยที่ทับซ้อนกัน ความขัดแย้งไทย–กัมพูชาเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน แม้ทั้งสองประเทศจะเป็นสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และยึดมั่นในหลักการไม่ใช้กำลังและการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี แต่ความตึงเครียดจากประเด็นชายแดน ดินแดน และสัญลักษณ์แห่งอธิปไตยยังคงปรากฏขึ้นเป็นระยะ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีอยู่ในภาวะเปราะบางและไม่แน่นอน ในบริบทดังกล่าว การจัดการความขัดแย้งของรัฐมิได้จำกัดอยู่เพียงการเผชิญหน้าหรือการประนีประนอมโดยตรง หากแต่ต้องคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมที่ซับซ้อน ทั้งแรงกดดันจากการเมืองภายใน บทบาทของอาเซียน กลไกระหว่างประเทศ ตลอดจนพลวัตของการแข่งขันอำนาจในระดับภูมิภาคและระดับโลก ความขัดแย้งไทย–กัมพูชาจึงมิใช่เพียงข้อพิพาททวิภาคี หากแต่เป็นพื้นที่ที่รัฐต้องบริหารความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้เงื่อนไขของความไม่แน่นอนหลายมิติ ภายใต้สภาวการณ์เช่นนี้ แนวคิด ยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้ง (Hedging Strategy) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะกรอบอธิบายพฤติกรรมของรัฐที่พยายามหลีกเลี่ยงการเลือกข้างอย่างชัดเจน และมุ่งรักษาความยืดหยุ่นทางนโยบายเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมส่วนใหญ่เกี่ยวกับเฮดจิ้งมักมุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐขนาดกลางกับมหาอำนาจ มากกว่าการนำแนวคิดดังกล่าวมาวิเคราะห์การจัดการความขัดแย้งระหว่างรัฐเพื่อนบ้านที่มีประวัติความตึงเครียดยืดเยื้อ ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้งถูกนำมาใช้ในบริบทของความขัดแย้งไทย–กัมพูชา คำถามสำคัญมิได้อยู่ที่ว่ารัฐสามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าได้หรือไม่… “ยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้ง(Hedging Strategy): ความยืดหยุ่นหรือความคลุมเครือ? บทวิพากษ์การจัดการความขัดแย้งไทย–กัมพูชา”

พลิกโฉมการวางแผนกลยุทธ์ด้วย “ระบบวิเคราะห์ SWOT Analysis อัจฉริยะ”

  • by

พัฒนาโดย ดร.อารีย์ บินประทาน สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลขับเคลื่อนทุกการตัดสินใจ “ความเร็ว” และ “ความแม่นยำ” คือกุญแจสำคัญของการวางแผนยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นระดับองค์กรหรือระดับท้องถิ่น แต่ปัญหาที่นักวางแผนมักพบบ่อยครั้งคือกระบวนการวิเคราะห์ SWOT แบบดั้งเดิมที่ใช้เวลานานและเสี่ยงต่อความผิดพลาด บทความนี้จะพาท่านไปเจาะลึกถึงที่มาและแนวคิดเบื้องหลังการพัฒนา “ระบบวิเคราะห์ SWOT Analysis อัจฉริยะ” นวัตกรรมใหม่โดย ดร.อารีย์ บินประทาน ที่จะเปลี่ยนเรื่องยากของการวางแผนให้กลายเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วคลิก 📌 จุดเริ่มต้น: จาก “กระดาษ” สู่ “แพลตฟอร์มอัจฉริยะ” ที่ผ่านมา การจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นมักประสบปัญหาคลาสสิก: เพื่อแก้ Pain Points เหล่านี้… พลิกโฉมการวางแผนกลยุทธ์ด้วย “ระบบวิเคราะห์ SWOT Analysis อัจฉริยะ”

ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง: พื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพเปราะบาง (Biodiversity Hotspots) และการพัฒนาเชิงพื้นที่บนฐาน “ทรัพยากรพันธุกรรมสามฐาน”

ลุ่มน้ำโขง—หัวใจแห่งความหลากหลายทางชีวภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Region) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 795,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 6 ประเทศ ได้แก่ จีน (ตอนใต้ของมณฑลยูนนาน), เมียนมา, ลาว, ไทย, กัมพูชา และเวียดนาม เป็นภูมิภาคที่องค์การอนุรักษ์สากล (Conservation International: CI) จัดให้อยู่ในกลุ่ม “Indo-Burma Biodiversity Hotspot” ซึ่งเป็นหนึ่งใน 36 พื้นที่ “จุดร้อนความหลากหลายทางชีวภาพ” ของโลก พื้นที่แห่งนี้ถือเป็น “หัวใจของระบบนิเวศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เพราะมีพันธุ์พืชมากกว่า 20,000… ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง: พื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพเปราะบาง (Biodiversity Hotspots) และการพัฒนาเชิงพื้นที่บนฐาน “ทรัพยากรพันธุกรรมสามฐาน”

ไทย–ลาว: สร้างโอกาสใหม่จาก “Landlocked” สู่ “Landlink” เชื่อมโยงการค้าเกษตรไทยสู่จีนและเวียดนาม

ความสัมพันธ์ไทย–ลาวในบริบทเศรษฐกิจภูมิภาค ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มีรากฐานยาวนาน ทั้งในมิติประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ลาวได้แสดงบทบาทโดดเด่นในฐานะประเทศศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ของภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศไทยมีบทบาทในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจและคู่ค้าหลักที่ช่วยขับเคลื่อนศักยภาพของลาวให้ก้าวพ้นจากข้อจำกัดทางภูมิประเทศ จากประเทศ “Landlocked” ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ไปสู่ “Landlink” หรือประเทศศูนย์กลางการเชื่อมโยงทางบกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่เพียงเป็นเป้าหมายของลาวเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของไทยในการขยายเครือข่ายโลจิสติกส์ การค้าการลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าผลิตภัณฑ์เกษตรไปสู่ตลาดขนาดใหญ่ในจีนและเวียดนาม ซึ่งถือเป็นทั้ง “โอกาสเชิงเศรษฐกิจ” และ “ยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์” ที่ไทยสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานในระยะยาว การเยือนลาวของคณะนายกรัฐมนตรีไทย: สัญลักษณ์แห่งความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล… ไทย–ลาว: สร้างโอกาสใหม่จาก “Landlocked” สู่ “Landlink” เชื่อมโยงการค้าเกษตรไทยสู่จีนและเวียดนาม

“แรงงานเกษตรต่างด้าว” กับยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค: มิติของเกษตรข้ามพรมแดน

“แรงงานเกษตรต่างด้าว” กับยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค: มิติของเกษตรข้ามพรมแดนการพัฒนาภูมิภาคในยุคโลกาภิวัตน์ไม่อาจมองข้ามบทบาทของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตรที่เป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแรงงานเกษตรของไทยกำลังเผชิญวิกฤติการขาดแคลนอย่างรุนแรง และหนึ่งในคำตอบที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ “แรงงานเกษตรต่างด้าว” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรูปแบบของ “เกษตรข้ามพรมแดน (Cross-border Agriculture)” ที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ภาวะขาดแคลนแรงงานเกษตรไทยงานวิจัยจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ชัดว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 55 ปี ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่กล้ากลับเข้าสู่ภาคเกษตร เนื่องจากภาพลักษณ์ของอาชีพเกษตรกรที่ถูกมองว่า “ล้าหลัง ไม่มั่นคง มีหนี้สิน ผลผลิตราคาถูก และต้องทำงานหนัก” เมื่อคนรุ่นใหม่เลือกที่จะออกไปหางานนอกภาคเกษตร ทำให้แรงงานเกษตรในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องสถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ความสามารถในการทดแทนแรงงานด้วยคนรุ่นใหม่จึงลดลง นำไปสู่ความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น บทบาทของแรงงานเกษตรต่างด้าวรายงานของ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ… “แรงงานเกษตรต่างด้าว” กับยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค: มิติของเกษตรข้ามพรมแดน

Place-Value Creation (การสร้างคุณค่าเชิงพื้นที่)

Place-Value Creation (การสร้างคุณค่าเชิงพื้นที่) การพัฒนาภูมิภาคในโลกปัจจุบันไม่อาจวัดความสำเร็จได้เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ หากแต่ต้องมองลึกไปถึงการสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้แก่ผู้คน ท้องถิ่น และสิ่งแวดล้อม แนวคิด Place-Value Creation (การสร้างคุณค่าเชิงพื้นที่) จึงเป็นกรอบความคิดที่สำคัญ เพราะไม่เพียงแต่เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ แต่ยังสร้างความหมายและความภาคภูมิใจให้แก่ชุมชนท้องถิ่น ความหมายของ Place-Value Creation Place-Value Creation หมายถึง กระบวนการสร้างมูลค่า (Value Creation) ที่มี “พื้นที่” (Place) เป็นฐาน โดยพื้นที่ในที่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในเชิงภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึง ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิทัศน์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และทุนทางสังคม… Place-Value Creation (การสร้างคุณค่าเชิงพื้นที่)