Skip to content

“ยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้ง(Hedging Strategy): ความยืดหยุ่นหรือความคลุมเครือ? บทวิพากษ์การจัดการความขัดแย้งไทย–กัมพูชา”

บทนำ

ความขัดแย้งระหว่างรัฐยังคงเป็นปรากฏการณ์สำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของรัฐเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์ ความทรงจำทางการเมือง และข้อพิพาทด้านอธิปไตยที่ทับซ้อนกัน ความขัดแย้งไทย–กัมพูชาเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน แม้ทั้งสองประเทศจะเป็นสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และยึดมั่นในหลักการไม่ใช้กำลังและการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี แต่ความตึงเครียดจากประเด็นชายแดน ดินแดน และสัญลักษณ์แห่งอธิปไตยยังคงปรากฏขึ้นเป็นระยะ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีอยู่ในภาวะเปราะบางและไม่แน่นอน

ในบริบทดังกล่าว การจัดการความขัดแย้งของรัฐมิได้จำกัดอยู่เพียงการเผชิญหน้าหรือการประนีประนอมโดยตรง หากแต่ต้องคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมที่ซับซ้อน ทั้งแรงกดดันจากการเมืองภายใน บทบาทของอาเซียน กลไกระหว่างประเทศ ตลอดจนพลวัตของการแข่งขันอำนาจในระดับภูมิภาคและระดับโลก ความขัดแย้งไทย–กัมพูชาจึงมิใช่เพียงข้อพิพาททวิภาคี หากแต่เป็นพื้นที่ที่รัฐต้องบริหารความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้เงื่อนไขของความไม่แน่นอนหลายมิติ

ภายใต้สภาวการณ์เช่นนี้ แนวคิด ยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้ง (Hedging Strategy) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะกรอบอธิบายพฤติกรรมของรัฐที่พยายามหลีกเลี่ยงการเลือกข้างอย่างชัดเจน และมุ่งรักษาความยืดหยุ่นทางนโยบายเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมส่วนใหญ่เกี่ยวกับเฮดจิ้งมักมุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐขนาดกลางกับมหาอำนาจ มากกว่าการนำแนวคิดดังกล่าวมาวิเคราะห์การจัดการความขัดแย้งระหว่างรัฐเพื่อนบ้านที่มีประวัติความตึงเครียดยืดเยื้อ

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้งถูกนำมาใช้ในบริบทของความขัดแย้งไทย–กัมพูชา คำถามสำคัญมิได้อยู่ที่ว่ารัฐสามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าได้หรือไม่ หากแต่อยู่ที่ว่าเฮดจิ้งช่วยเพิ่ม ความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์ ในการจัดการความขัดแย้ง หรือกลับสร้าง ความคลุมเครือทางนโยบาย ที่บั่นทอนความชัดเจน ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพของการแก้ไขข้อพิพาทในระยะยาว

ดังนั้น บทความนี้จึงมุ่งวิพากษ์การจัดการความขัดแย้งไทย–กัมพูชาผ่านกรอบยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้ง โดยตั้งคำถามต่อทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของแนวคิดดังกล่าวในบริบทความขัดแย้งระหว่างรัฐระดับภูมิภาค การศึกษาเช่นนี้ไม่เพียงช่วยเติมเต็มช่องว่างทางทฤษฎี หากยังมีนัยสำคัญต่อการทำความเข้าใจทางเลือกเชิงนโยบายของรัฐขนาดกลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้สภาวะความไม่แน่นอนที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น

กรอบแนวคิดและทบทวนวรรณกรรม

1.แนวคิดยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้ง (Hedging Strategy)

แนวคิดยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้งถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออธิบายพฤติกรรมของรัฐที่ต้องดำเนินนโยบายภายใต้สภาวะความไม่แน่นอนของโครงสร้างอำนาจและเจตนารมณ์ของรัฐอื่น โดยเฉพาะในบริบทที่รัฐไม่สามารถเลือกใช้ยุทธศาสตร์การถ่วงดุลหรือการผูกพันอย่างชัดเจนได้ (Goh, 2006; Kuik, 2008) นักวิชาการมองว่าเฮดจิ้งเป็นยุทธศาสตร์ที่อยู่ระหว่าง balancing และ bandwagoning โดยมีเป้าหมายหลักคือการกระจายความเสี่ยงและรักษาความยืดหยุ่นเชิงนโยบาย (Evelyn Goh, 2016)

อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมเกี่ยวกับเฮดจิ้งยังคงมีความคลุมเครือในเชิงนิยาม บางงานมองว่าเฮดจิ้งเป็นเพียงการผสมผสานนโยบายที่ขาดความเป็นระบบและสะท้อนความไม่แน่ชัดของรัฐขนาดกลาง (Walt, 2009) ขณะที่บางงานโต้แย้งว่าเฮดจิ้งเป็นยุทธศาสตร์ที่มีเหตุผลรองรับภายใต้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบระหว่างประเทศ (Kuik, 2016) ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนข้อถกเถียงพื้นฐานว่า เฮดจิ้งเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกที่มีแบบแผน หรือเป็นเพียงการปรับตัวเชิงสถานการณ์

2.เฮดจิ้งกับการจัดการความขัดแย้งระหว่างรัฐ

แม้งานศึกษาด้านเฮดจิ้งจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับมหาอำนาจ มากกว่าการนำแนวคิดนี้มาวิเคราะห์การจัดการความขัดแย้งทวิภาคีระหว่างรัฐเพื่อนบ้าน (Goh, 2007) ในบริบทของความขัดแย้ง เฮดจิ้งถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้าโดยตรง และเปิดโอกาสให้รัฐใช้กลไกทางการทูตหลายระดับควบคู่กัน (Haacke, 2019)

อย่างไรก็ดี นักสัจนิยมเชิงโครงสร้างตั้งข้อสังเกตว่า เฮดจิ้งอาจมีประสิทธิภาพเฉพาะในช่วงที่ระดับความตึงเครียดยังอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง แต่เมื่อความขัดแย้งทวีความรุนแรง รัฐย่อมเผชิญแรงกดดันให้เลือกข้างหรือกำหนดจุดยืนที่ชัดเจนมากขึ้น (Mearsheimer, 2001; Walt, 2018) ขณะที่มุมมองเชิงสถาบันนิยมชี้ว่า ประสิทธิภาพของเฮดจิ้งขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของกลไกและบรรทัดฐานระดับภูมิภาคที่ช่วยรองรับความคลุมเครือทางนโยบายและลดต้นทุนของความไม่ชัดเจน (Acharya, 2014)///เช่นกรณีของรัฐบาลไทยในขณะนี้ที่มีต่อกัมพูชาดังจะเห็นได้จากการที่ รัฐบาลอนุทินเลือกไม่ฟังเสียงใครนั่นเป็นเพราะความตึงเครียดเลยจุดปานกลางมาเเล้ว

3.กรอบแนวคิดของบทความ

บทความนี้ใช้แนวคิดยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้งเป็นกรอบวิเคราะห์หลักในการศึกษาการจัดการความขัดแย้งไทย–กัมพูชา โดยมองว่าพฤติกรรมของรัฐเป็นผลจากการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้ข้อจำกัดทั้งภายในประเทศและโครงสร้างระดับภูมิภาค กรอบแนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า เฮดจิ้งสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งที่มาของความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์และปัจจัยที่ก่อให้เกิดความคลุมเครือทางนโยบาย (Goh, 2016; Kuik, 2016) การวิเคราะห์จึงมุ่งประเมินว่า เฮดจิ้งในกรณีความขัดแย้งไทย–กัมพูชาสนับสนุนหรือบั่นทอนประสิทธิภาพของการจัดการความขัดแย้งในระยะยาว

บริบทความขัดแย้งไทย–กัมพูชา (Contextual Analysis)

ความขัดแย้งไทย–กัมพูชาเป็นความขัดแย้งทวิภาคีที่มีลักษณะซับซ้อนและยืดเยื้อ โดยมีรากฐานจากประเด็นอธิปไตยเหนือดินแดนชายแดน การกำหนดเส้นเขตแดนในยุคอาณานิคม และความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่ถูกตีความแตกต่างกัน (Thongchai Winichakul, 1994; Peou, 2000) แม้ข้อพิพาทจะไม่พัฒนาไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ แต่ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเป็นระยะสะท้อนลักษณะของ “ความขัดแย้งระดับต่ำแต่ต่อเนื่อง” (low-intensity conflict) ซึ่งยากต่อการคลี่คลายอย่างถาวร

ในเชิงโครงสร้าง ความขัดแย้งดังกล่าวดำเนินอยู่ภายใต้กรอบของอาเซียนซึ่งยึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในและการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี อย่างไรก็ดี หลักการดังกล่าวกลับสร้างข้อจำกัดต่อบทบาทของอาเซียนในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การจัดการความขัดแย้งยังคงพึ่งพากลไกทวิภาคีเป็นหลัก (Acharya, 2014; Jones, 2012) ความตึงเครียดจึงมักถูก “แช่แข็ง” มากกว่าถูกแก้ไขอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ความขัดแย้งไทย–กัมพูชายังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยการเมืองภายในของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการใช้ประเด็นดินแดนและอธิปไตยเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมและปลุกกระแสชาตินิยมในช่วงที่รัฐบาลเผชิญแรงกดดันทางการเมือง (Peou, 2014) ปัจจัยภายในดังกล่าวทำให้การประนีประนอมเชิงนโยบายมีต้นทุนทางการเมืองสูง และจำกัดทางเลือกของรัฐในการจัดการความขัดแย้งอย่างเปิดเผย

ในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ความขัดแย้งไทย–กัมพูชาดำเนินอยู่ท่ามกลางการแข่งขันอำนาจของมหาอำนาจและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ความขัดแย้งจะมีลักษณะทวิภาคี แต่รัฐทั้งสองไม่อาจละเลยผลกระทบจากแรงกดดันภายนอกและการรับรู้ของประชาคมระหว่างประเทศ (Goh, 2016) บริบทดังกล่าวทำให้การกำหนดนโยบายต้องคำนึงถึงทั้งการรักษาอธิปไตยและการหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ในวงกว้าง

ด้วยเหตุนี้ ความขัดแย้งไทย–กัมพูชาจึงเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนข้อจำกัดของการจัดการความขัดแย้งแบบดั้งเดิม และเปิดพื้นที่ให้รัฐเลือกใช้ยุทธศาสตร์ที่เน้นความยืดหยุ่นและการลดความเสี่ยง เช่น ยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้ง อย่างไรก็ตาม บริบทที่ซับซ้อนดังกล่าวก็ทำให้เฮดจิ้งมีแนวโน้มสร้างความคลุมเครือเชิงนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อการบริหารความขัดแย้งในระยะยาว

การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์: เฮดจิ้ง(Hedging Strategy)ในทางปฏิบัติ

1.เฮดจิ้งในฐานะความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์

ในบริบทความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้งสามารถถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการรักษาความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งไปสู่การเผชิญหน้าโดยตรง การดำเนินนโยบายที่ผสมผสานระหว่างการยืนยันจุดยืนด้านอธิปไตยกับการเปิดช่องทางการทูตทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ช่วยให้รัฐสามารถควบคุมต้นทุนทางความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศได้ (Goh, 2006; Kuik, 2016)

ในแง่นี้ เฮดจิ้งทำหน้าที่เป็นกลไกบริหารความเสี่ยง (risk management) มากกว่ายุทธศาสตร์เชิงเผชิญหน้า โดยช่วยลดแรงกดดันจากภายนอกและเปิดพื้นที่ให้รัฐสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายตามพลวัตของสถานการณ์ได้ (Haacke, 2019) สำหรับรัฐขนาดกลางอย่างไทย การรักษาความคลุมเครือบางระดับอาจเอื้อต่อการคงไว้ซึ่งอำนาจต่อรองและลดความเสี่ยงจากการถูกผูกมัดเชิงยุทธศาสตร์มากเกินไป

2.เฮดจิ้งในฐานะความคลุมเครือเชิงนโยบาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงวิพากษ์ เฮดจิ้งในทางปฏิบัติอาจก่อให้เกิดความคลุมเครือเชิงนโยบายที่บั่นทอนประสิทธิภาพของการจัดการความขัดแย้ง ความไม่ชัดเจนของท่าทีเชิงยุทธศาสตร์อาจนำไปสู่ปัญหาการส่งสัญญาณ (signaling problem) ซึ่งทำให้คู่ขัดแย้งตีความเจตนารมณ์ของรัฐคลาดเคลื่อน และเพิ่มความเสี่ยงของความเข้าใจผิด (Walt, 2018)

นักสัจนิยมเชิงโครงสร้างโต้แย้งว่า ในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งมีมิติของอัตลักษณ์และชาตินิยม เฮดจิ้งอาจไม่สามารถสร้างเสถียรภาพได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากแรงกดดันจากการเมืองภายในจะบีบให้รัฐต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนมากขึ้น (Mearsheimer, 2001) ในกรณีไทย–กัมพูชา ความคลุมเครือเชิงนโยบายอาจลดความน่าเชื่อถือของรัฐทั้งในสายตาของคู่ขัดแย้งและประชาคมระหว่างประเทศ และทำให้ความขัดแย้งอยู่ในสภาพ “ยืดเยื้อแต่ไม่ถูกแก้ไข”

3.เฮดจิ้งกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของความขัดแย้ง

การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ยังชี้ให้เห็นว่า ประสิทธิภาพของเฮดจิ้งขึ้นอยู่กับบริบทเชิงโครงสร้างของความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีที่กลไกระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน มีข้อจำกัดในการบังคับใช้หรือไกล่เกลี่ย เฮดจิ้งอาจกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่เน้นการ “ชะลอปัญหา” มากกว่าการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม (Acharya, 2014; Jones, 2012)

ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว เฮดจิ้งจึงมีลักษณะเป็นยุทธศาสตร์เชิงเปลี่ยนผ่าน (transitional strategy) มากกว่ายุทธศาสตร์ระยะยาว กล่าวคือ สามารถช่วยลดแรงปะทะในระยะสั้น แต่ไม่สามารถทดแทนกรอบการจัดการความขัดแย้งที่มีความชัดเจนและเป็นสถาบันได้ในระยะยาว (Goh, 2016)

4.ข้อสังเคราะห์เชิงวิพากษ์

จากการวิเคราะห์ข้างต้น เฮดจิ้งในบริบทความขัดแย้งไทย–กัมพูชามีลักษณะสองด้าน กล่าวคือ เป็นทั้งแหล่งที่มาของความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์และต้นตอของความคลุมเครือเชิงนโยบาย ความย้อนแย้งนี้สะท้อนข้อจำกัดเชิงทฤษฎีของแนวคิดเฮดจิ้ง เมื่อถูกนำมาใช้กับความขัดแย้งทวิภาคีที่มีมิติทางประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และการเมืองภายในอย่างเข้มข้น การทำความเข้าใจเฮดจิ้งในทางปฏิบัติจึงจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่ทั้งระดับโครงสร้างและระดับการเมืองภายใน มากกว่ามองเป็นยุทธศาสตร์เชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว

อภิปรายผล (Discussion)

บทความนี้สนับสนุน สมมติฐานที่หนึ่ง อย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่า ยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้งมีบทบาทในการเพิ่มความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐในการจัดการความขัดแย้งไทย–กัมพูชาในระยะสั้น การหลีกเลี่ยงการกำหนดจุดยืนเชิงเผชิญหน้าอย่างชัดเจนช่วยลดต้นทุนด้านความมั่นคงและการทูต รวมทั้งเปิดพื้นที่ให้รัฐสามารถใช้ช่องทางการทูตหลายระดับควบคู่กัน สอดคล้องกับข้อเสนอของวรรณกรรมที่มองเฮดจิ้งเป็นกลไกบริหารความเสี่ยงภายใต้ความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง (Goh, 2016; Kuik, 2016)

ขณะเดียวกัน จากการวิเคราะห์ของผู้เขียนยังให้หลักฐานสนับสนุน สมมติฐานที่สอง โดยชี้ว่า ความคลุมเครือเชิงนโยบายซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเฮดจิ้ง กลับกลายเป็นข้อจำกัดในบริบทของความขัดแย้งทวิภาคีที่มีมิติทางประวัติศาสตร์และชาตินิยมเข้มข้น ความไม่ชัดเจนของท่าทีเชิงยุทธศาสตร์ก่อให้เกิดปัญหาการส่งสัญญาณและลดความน่าเชื่อถือของรัฐ ซึ่งอาจทำให้คู่ขัดแย้งตีความเจตนารมณ์คลาดเคลื่อน และเพิ่มความเสี่ยงของการกลับมาของความตึงเครียด (Walt, 2018; Mearsheimer, 2001)

ผลการอภิปรายยังสะท้อนว่า ประสิทธิภาพของเฮดจิ้งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะบทบาทของกลไกระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน แม้กรอบสถาบันดังกล่าวจะช่วยลดแรงปะทะในระดับหนึ่ง แต่การขาดกลไกบังคับใช้และการไกล่เกลี่ยที่มีผลผูกพันทำให้เฮดจิ้งไม่สามารถพัฒนาไปสู่การจัดการความขัดแย้งอย่างยั่งยืนได้ (Acharya, 2014; Jones, 2012) ประเด็นนี้ยิ่งตอกย้ำสมมติฐานที่สองว่าความคลุมเครือเชิงนโยบายอาจมีต้นทุนเชิงโครงสร้างในระยะยาว

ในเชิงทฤษฎี ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า แนวคิดยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้งจำเป็นต้องถูกทำให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเมื่อถูกนำมาใช้กับกรณีความขัดแย้งระหว่างรัฐเพื่อนบ้าน แตกต่างจากบริบทความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับมหาอำนาจที่วรรณกรรมเดิมให้ความสำคัญ กรณีไทย–กัมพูชาแสดงให้เห็นว่า เฮดจิ้งมีลักษณะเป็นยุทธศาสตร์เชิงเปลี่ยนผ่านที่ให้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่ไม่อาจทดแทนกรอบการจัดการความขัดแย้งที่มีความชัดเจนและเป็นสถาบันในระยะยาวได้

โดยสรุป การอภิปรายผลในบทความนี้สนับสนุนข้อเสนอว่า ยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้งมีบทบาทเชิงบวกในฐานะเครื่องมือรักษาเสถียรภาพระยะสั้น แต่ความคลุมเครือเชิงนโยบายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากยุทธศาสตร์ดังกล่าวกลับเป็นปัจจัยที่บั่นทอนประสิทธิภาพของการจัดการความขัดแย้งในระยะยาว ผลการศึกษานี้จึงมีนัยสำคัญต่อทั้งการพัฒนากรอบทฤษฎีเฮดจิ้งและการกำหนดนโยบายของรัฐขนาดกลางในบริบทความขัดแย้งระดับภูมิภาค

บทสรุป (Conclusion)

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิพากษ์การนำยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้งมาใช้ในการจัดการความขัดแย้งไทย–กัมพูชา โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานหลักสองประการ ได้แก่ (1) ยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์ในการจัดการความขัดแย้งในระยะสั้น และ (2) ความคลุมเครือเชิงนโยบายซึ่งเป็นผลจากเฮดจิ้งมีแนวโน้มบั่นทอนประสิทธิภาพของการจัดการความขัดแย้งในระยะยาว ผลการวิเคราะห์และอภิปรายในบทความนี้สนับสนุนสมมติฐานทั้งสองประการอย่างสอดคล้องกัน

ในระยะสั้น เฮดจิ้งมีบทบาทสำคัญในการลดแรงกดดันจากการเผชิญหน้าโดยตรง เปิดพื้นที่ให้รัฐสามารถใช้ช่องทางการทูตหลายระดับ และรักษาอำนาจต่อรองภายใต้บริบทของความไม่แน่นอน อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในระยะยาว ความคลุมเครือเชิงนโยบายที่เป็นหัวใจของเฮดจิ้งกลับกลายเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในความขัดแย้งทวิภาคีที่มีมิติทางประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และการเมืองภายในอย่างเข้มข้น เช่น กรณีไทย–กัมพูชา ความไม่ชัดเจนของจุดยืนรัฐอาจลดทอนความน่าเชื่อถือ และทำให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ในสภาพเปราะบางอย่างต่อเนื่อง(สอดคล้องกับถ้อยคำเหยียดหยามของคนไทยด้วยกันเองที่มองว่ารัฐไทยตั้งเเต่อดีตจนถึงปัจจุบันขาดศักดิ์ศรี (Dignity)แห่งความเป็นจุดยืนของรัฐชาติและไม่ควรใช้กับเพื่อนบ้านด้วยกันเอง

ในเชิงทฤษฎี บทความนี้เสนอว่า แนวคิดยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้งควรถูกทำความเข้าใจในฐานะยุทธศาสตร์เชิงเปลี่ยนผ่าน มากกว่ายุทธศาสตร์ระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อถูกนำมาใช้กับบริบทความขัดแย้งระหว่างรัฐเพื่อนบ้าน ซึ่งแตกต่างจากกรณีรัฐ–มหาอำนาจที่วรรณกรรมเดิมมุ่งเน้น ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการขยายและปรับกรอบแนวคิดเฮดจิ้งให้สามารถอธิบายปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเชิงโครงสร้าง กลไกสถาบัน และการเมืองภายในได้อย่างรอบด้านมากขึ้น

ในเชิงนโยบาย แม้ยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้งจะมีประโยชน์ในการรักษาเสถียรภาพระยะสั้น แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นกรอบหลักในการจัดการความขัดแย้งอย่างยั่งยืน หากปราศจากความพยายามในการสร้างกลไกการจัดการข้อพิพาทที่มีความชัดเจน เป็นสถาบัน และลดต้นทุนของความคลุมเครือเชิงนโยบาย บทสรุปดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อรัฐขนาดกลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องเผชิญความขัดแย้งภายใต้สภาวะความไม่แน่นอนเชิงภูมิภาคและระดับโลกที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น

วิกรม บุญนุ่น.(2568).“ยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้ง(Hedging Strategy): ความยืดหยุ่นหรือความคลุมเครือ? บทวิพากษ์การจัดการความขัดแย้งไทย–กัมพูชา”.ออนไลน์.https://kmnec.crurds.com/wp-admin/post.php?post=707&action=edit.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *