อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้รับการยอมรับว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นทั้งในมิติภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง พื้นที่ดังกล่าวมิได้เป็นเพียงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและเส้นทางคมนาคมที่หล่อเลี้ยงการพัฒนาเท่านั้น หากยังเป็นเวทีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่มีระดับการพัฒนาและเสถียรภาพทางการเมืองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (Glassman, 2010; Hirsch, 2016) บริบทเช่นนี้ทำให้นโยบายของรัฐหนึ่งไม่สามารถจำกัดผลกระทบอยู่ภายในพรมแดนของตนเองได้ แต่กลับส่งผลต่อประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะข้ามพรมแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเทศไทยดำรงบทบาทสำคัญในฐานะรัฐแกนกลางของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ การกำหนดนโยบายต่างประเทศและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านจึงมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการรักษาและส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติในระยะยาว แนวคิดผลประโยชน์แห่งชาติในบริบทดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่เพียงการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน หากยังครอบคลุมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของสังคม ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และเสถียรภาพของพื้นที่ชายแดน (Morgenthau, 1951; Nuechterlein, 2006)
ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคหลังสงครามเย็น โดยเฉพาะในบริบทที่การสร้างพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการอาจไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางการเมืองและความมั่นคงที่ซับซ้อน ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เปิดโอกาสให้รัฐสามารถร่วมมือกันอย่างยืดหยุ่นในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง การพัฒนา และการจัดการปัญหาข้ามพรมแดน โดยไม่จำเป็นต้องผูกพันในลักษณะพันธมิตรแบบดั้งเดิม (Wilkins, 2012; Wilkins & Kim, 2020) สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์กับกัมพูชาและเมียนมาร์สะท้อนลักษณะของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ผสมผสานทั้งความร่วมมือและความเปราะบางในเวลาเดียวกัน
ความท้าทายข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทวีความซับซ้อนมากขึ้นภายใต้บริบทของความมั่นคงรูปแบบใหม่ ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ ความขัดแย้งชายแดน รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้ทรัพยากรลุ่มน้ำโขง ล้วนเป็นประเด็นที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยรัฐใดรัฐหนึ่งเพียงลำพัง (Acharya, 2014; Caballero-Anthony, 2016) ปรากฏการณ์ดังกล่าวท้าทายขีดความสามารถของรัฐในการบริหารจัดการอธิปไตยแบบดั้งเดิม และเน้นย้ำความจำเป็นของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในระดับทวิภาคีและอนุภูมิภาค
กรณีความสัมพันธ์ระหว่างไทย–กัมพูชา–เมียนมาร์สะท้อนให้เห็นพลวัตของการดำเนินนโยบายที่ต้องประนีประนอมระหว่างการแสวงหาผลประโยชน์แห่งชาติกับการรักษาความร่วมมือในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความขัดแย้งชายแดน ความไม่มั่นคงภายในรัฐเพื่อนบ้าน และการขยายตัวของอาชญากรรมข้ามชาติ ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและการพัฒนาของประเทศไทย (Jones & Hameiri, 2015; Chambers, 2019) อย่างไรก็ตาม งานศึกษาที่มีอยู่ยังให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ในลักษณะแยกส่วน มากกว่าการวิเคราะห์เชิงบูรณาการภายใต้กรอบผลประโยชน์แห่งชาติและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างผลประโยชน์แห่งชาติ ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และความท้าทายข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยใช้กรณีศึกษาไทย–กัมพูชา–เมียนมาร์เป็นกรอบการวิเคราะห์หลัก การศึกษามุ่งชี้ให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของการใช้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือในการจัดการปัญหาข้ามพรมแดน พร้อมทั้งอภิปรายผลกระทบเชิงนโยบายต่อบทบาทของไทยในฐานะผู้มีส่วนกำหนดทิศทางการพัฒนาและความมั่นคงของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในระยะยาว
กรอบแนวคิดและทบทวนวรรณกรรม (Conceptual Framework and Literature Review)
แนวคิดผลประโยชน์แห่งชาติถือเป็นแกนกลางของการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของรัฐในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรอบสัจนิยมซึ่งมองว่ารัฐเป็นตัวแสดงหลักที่มีเหตุผลและมุ่งรักษาความอยู่รอดของตนเองเป็นสำคัญ Morgenthau (1951) เสนอว่าผลประโยชน์แห่งชาติควรถูกนิยามผ่านมิติของอำนาจและความมั่นคง ขณะที่การศึกษาร่วมสมัยได้ขยายความหมายของผลประโยชน์แห่งชาติให้ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง (Nuechterlein, 2006; Buzan, 1991) การตีความผลประโยชน์แห่งชาติในบริบทอนุภูมิภาคจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงการปกป้องอธิปไตย หากยังรวมถึงการบริหารจัดการปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพภายในรัฐ
บทบาทของผลประโยชน์แห่งชาติในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงปรากฏในลักษณะของการแสวงหาความได้เปรียบเชิงโครงสร้างควบคู่กับการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจบั่นทอนเสถียรภาพของภูมิภาค งานศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่ารัฐในลุ่มน้ำโขงต้องเผชิญกับภาวะพึ่งพาซึ่งกันและกันในระดับสูง ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ การค้า การลงทุน และแรงงานข้ามชาติ (Hirsch, 2016; Glassman, 2010) ลักษณะดังกล่าวทำให้ผลประโยชน์แห่งชาติของรัฐหนึ่งมีความเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของรัฐอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทยซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศและทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาค

//ภาพขบวนการรถน้ำมัน 80 คัน รอผ่านด่านช่องเม็ก สปป.ลาว ก่อนคำสั่งทภ.2 มีผลเที่ยงคืน(ที่มา:https://www.matichon.co.th/politics/news_5504580 ) สิ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดผลประโยชน์เเห่งชาติรูปแบบหนึ่งซึ่งปรากฏอยู่ในช่องเเม็กสู่ สปป.ลาว
แนวคิดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ได้รับการพัฒนาเพื่ออธิบายรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความร่วมมือทั่วไปและพันธมิตรทางทหารแบบดั้งเดิม Wilkins (2012) อธิบายว่าความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เป็นกรอบความร่วมมือที่เน้นความยืดหยุ่น ความไม่ผูกมัดเชิงสถาบัน และการมุ่งบรรลุผลประโยชน์ร่วมในประเด็นเฉพาะด้าน แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับบริบทของรัฐขนาดกลางและรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมักหลีกเลี่ยงการเลือกข้างอย่างชัดเจนในโครงสร้างอำนาจระหว่างประเทศ (Wilkins & Kim, 2020)
การประยุกต์ใช้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสะท้อนความพยายามของรัฐในการบริหารจัดการความสัมพันธ์ที่มีทั้งความร่วมมือและความเปราะบางในเวลาเดียวกัน งานวิจัยจำนวนหนึ่งชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาและเมียนมาร์มีลักษณะของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการ ซึ่งเน้นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการปัญหาชายแดน มากกว่าการยกระดับเป็นพันธมิตรเชิงความมั่นคงอย่างเป็นทางการ (Chambers, 2019; Pavin, 2018) ลักษณะดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความไม่ไว้วางใจทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงดำรงอยู่
แนวคิดความท้าทายข้ามพรมแดนมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับกรอบความมั่นคงรูปแบบใหม่ ซึ่งเน้นภัยคุกคามที่มิได้เกิดจากการใช้กำลังทางทหารของรัฐเพียงอย่างเดียว Acharya (2014) และ Caballero-Anthony (2016) ชี้ให้เห็นว่าปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ อาชญากรรมไซเบอร์ และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นภัยคุกคามที่ข้ามขอบเขตอธิปไตยของรัฐและต้องการการตอบสนองในระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค ในบริบทลุ่มน้ำโขง ปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์และกิจกรรมผิดกฎหมายตามแนวชายแดนกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของความท้าทายดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของรัฐ
การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับไทย–กัมพูชา–เมียนมาร์สะท้อนว่าการศึกษาส่วนใหญ่ยังคงแยกการวิเคราะห์ออกเป็นรายประเด็น เช่น ความขัดแย้งชายแดน ความไม่มั่นคงภายในเมียนมาร์ หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับทวิภาคี (Jones & Hameiri, 2015; South, 2021) ข้อจำกัดสำคัญของงานเหล่านี้อยู่ที่การขาดกรอบวิเคราะห์เชิงบูรณาการซึ่งเชื่อมโยงผลประโยชน์แห่งชาติ ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และความท้าทายข้ามพรมแดนเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ
กรอบแนวคิดของบทความนี้จึงตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์แห่งชาติของไทยเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการสร้างและรักษาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับกัมพูชาและเมียนมาร์ ขณะที่ความท้าทายข้ามพรมแดนทำหน้าที่เป็นทั้งแรงผลักดันและข้อจำกัดของความร่วมมือดังกล่าว การวิเคราะห์จะมุ่งอธิบายความสัมพันธ์เชิงพลวัตระหว่างสามองค์ประกอบนี้ เพื่อทำความเข้าใจว่าความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์สามารถตอบสนองต่อความท้าทายร่วมสมัยในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้มากน้อยเพียงใด และสะท้อนนัยเชิงนโยบายต่อบทบาทของไทยในระยะยาวอย่างไร
บริบทอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและบทบาทของไทย
อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติขนาดใหญ่ มีประชากรจำนวนมาก และทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าลุ่มน้ำโขงมิได้เป็นเพียงพื้นที่ทางกายภาพ หากยังเป็นพื้นที่ของปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจที่รัฐในและนอกภูมิภาคใช้เป็นเวทีแสวงหาผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ (Hirsch, 2016; Molle et al., 2009)
พลวัตของการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสะท้อนลักษณะของการพึ่งพาซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน การค้า และการเคลื่อนย้ายแรงงาน การขยายตัวของโครงการเขื่อนและโครงข่ายคมนาคมข้ามพรมแดนได้สร้างทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและความตึงเครียดด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศปลายน้ำอย่างมีนัยสำคัญ (Cronin & Hamlin, 2012; Keskinen et al., 2015) ลักษณะดังกล่าวทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรและการพัฒนาในลุ่มน้ำโขงกลายเป็นประเด็นที่มีมิติทางการเมืองและความมั่นคงควบคู่ไปกับมิติทางเศรษฐกิจ
ความสำคัญของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงยังปรากฏผ่านกรอบความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคและระดับภูมิภาคที่หลากหลาย อาทิ โครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี–เจ้าพระยา–แม่โขง (ACMECS) กรอบเหล่านี้สะท้อนความพยายามของรัฐในการใช้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเป็นกลไกลดความตึงเครียดและเสริมสร้างเสถียรภาพของพื้นที่ชายแดน (ADB, 2018; Glassman, 2010) อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดจากความไม่สมดุลของอำนาจและผลประโยชน์ระหว่างประเทศสมาชิก
บทบาทของประเทศไทยในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมีลักษณะของรัฐแกนกลางซึ่งเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านเข้ากับเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและระดับโลก ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของไทยเอื้อให้ประเทศทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคม การค้า และการลงทุน ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และสังคมกับประเทศเพื่อนบ้านยังทำให้ไทยมีอิทธิพลเชิงนโยบายต่อทิศทางการพัฒนาในอนุภูมิภาค (Chambers, 2019; Phongpaichit & Baker, 2017) บทบาทดังกล่าวส่งผลให้การกำหนดนโยบายของไทยไม่สามารถแยกออกจากบริบทของประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างชัดเจน
นโยบายต่างประเทศและยุทธศาสตร์การพัฒนาของไทยต่ออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสะท้อนความพยายามในการผสานผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับการรักษาความมั่นคงของพื้นที่ชายแดน การส่งเสริมความเชื่อมโยงทางโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนข้ามพรมแดน และความร่วมมือด้านพลังงานถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันประเด็นความมั่นคงข้ามพรมแดน อาทิ การลักลอบขนสินค้า อาชญากรรมข้ามชาติ และเครือข่ายสแกมเมอร์ กลับท้าทายขีดความสามารถของรัฐไทยในการบริหารจัดการพรมแดนอย่างมีประสิทธิภาพ (Jones & Hameiri, 2015; Caballero-Anthony, 2016)
บริบทความไม่มั่นคงทางการเมืองในกัมพูชาและเมียนมาร์ โดยเฉพาะกรณีความขัดแย้งภายในเมียนมาร์ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งด้านความมั่นคงชายแดน การเคลื่อนย้ายแรงงานและผู้ลี้ภัย รวมถึงการขยายตัวของกิจกรรมผิดกฎหมายข้ามพรมแดน สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดของการดำเนินยุทธศาสตร์ที่พึ่งพาความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว และชี้ให้เห็นความจำเป็นของการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สามารถรองรับความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม (South, 2021; Chambers, 2019)
บทบาทของไทยในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจึงอยู่ภายใต้ความตึงเครียดระหว่างการแสวงหาผลประโยชน์แห่งชาติและการรักษาเสถียรภาพของพื้นที่โดยรอบ การเป็นทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้แบกรับต้นทุนจากพลวัตข้ามพรมแดนทำให้ไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ให้มีลักษณะบูรณาการมากขึ้น บทวิเคราะห์ในส่วนถัดไปจะใช้กรณีไทย–กัมพูชา–เมียนมาร์เพื่ออธิบายว่าความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทยสามารถตอบสนองต่อบริบทดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด
การวิเคราะห์กรณีศึกษา (Case Analysis)
1.กรณีความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชามีลักษณะซับซ้อนจากการผสมผสานระหว่างความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจและความเปราะบางด้านความมั่นคงชายแดน แม้ทั้งสองประเทศจะมีพัฒนาการด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แต่ประเด็นเขตแดนและประวัติศาสตร์ความขัดแย้งยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความไว้วางใจระหว่างรัฐ (Pavin, 2018; Chambers, 2019) บริบทดังกล่าวทำให้การดำเนินยุทธศาสตร์ของไทยต้องอาศัยความระมัดระวังในการสร้างดุลยภาพระหว่างการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติและการหลีกเลี่ยงความตึงเครียดทางการเมือง
ผลประโยชน์แห่งชาติของไทยในความสัมพันธ์กับกัมพูชาปรากฏเด่นชัดในมิติเศรษฐกิจชายแดน การค้าชายแดนและการลงทุนของภาคเอกชนไทยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจกัมพูชา ขณะเดียวกันพื้นที่ชายแดนยังทำหน้าที่เป็นแหล่งแรงงานและตลาดรองรับสินค้าไทย (Glassman, 2010) ความเชื่อมโยงดังกล่าวสะท้อนความพึ่งพาซึ่งกันและกันในระดับหนึ่ง แต่ก็ทำให้ไทยต้องเผชิญความเสี่ยงจากกิจกรรมผิดกฎหมายข้ามพรมแดนที่ขยายตัวควบคู่ไปกับการเปิดพรมแดนทางเศรษฐกิจ
ความท้าทายข้ามพรมแดนในกรณีไทย–กัมพูชาปรากฏชัดในรูปของอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายสแกมเมอร์ซึ่งใช้พื้นที่ชายแดนและเขตอำนาจที่อ่อนแอเป็นฐานปฏิบัติการ ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของรัฐทั้งสองประเทศ และท้าทายกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงที่มีอยู่ (Caballero-Anthony, 2016) การตอบสนองของไทยจึงต้องอาศัยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มากกว่าการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศเพียงลำพัง
ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและกัมพูชาจึงมีลักษณะเชิงปฏิบัติการมากกว่าการยกระดับเชิงสถาบัน ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการพัฒนาเกิดขึ้นเป็นรายประเด็นตามผลประโยชน์ร่วม มากกว่าการสร้างกรอบความร่วมมือที่มั่นคงในระยะยาว ลักษณะดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดของความสัมพันธ์ที่ยังถูกกำกับด้วยความไม่ไว้วางใจทางการเมืองและความอ่อนไหวด้านอธิปไตย (Wilkins, 2012)
2.กรณีความสัมพันธ์ไทย–เมียนมาร์
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเมียนมาร์ถูกกำหนดโดยบริบทความไม่มั่นคงภายในเมียนมาร์และผลกระทบข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองภายหลังการเปลี่ยนแปลงอำนาจ ส่งผลให้พื้นที่ชายแดนกลายเป็นจุดเปราะบางด้านความมั่นคงของไทย (South, 2021) บริบทดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีมีลักษณะไม่สมดุลและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ผลประโยชน์แห่งชาติของไทยในกรณีเมียนมาร์มีทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และมนุษยธรรม พื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมาร์ทำหน้าที่เป็นทั้งช่องทางการค้า แหล่งแรงงานข้ามชาติ และพื้นที่รองรับผู้หนีภัยจากการสู้รบ ความเชื่อมโยงดังกล่าวสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ไทยในระดับหนึ่ง แต่ก็เพิ่มภาระด้านความมั่นคงและการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐ (Jones & Hameiri, 2015)
ความท้าทายข้ามพรมแดนในกรณีไทย–เมียนมาร์มีลักษณะรุนแรงและหลากหลายมากกว่ากรณีไทย–กัมพูชา ปัญหาการลักลอบขนยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และเครือข่ายสแกมเมอร์ขยายตัวภายใต้บริบทของรัฐที่มีขีดความสามารถจำกัด การจัดการปัญหาเหล่านี้จึงไม่สามารถพึ่งพาความร่วมมือทวิภาคีแบบดั้งเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Acharya, 2014)
ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและเมียนมาร์จึงมีลักษณะเชิงปฏิบัติและเชิงรับมากกว่ากรณีอื่น ความร่วมมือของไทยมักมุ่งลดผลกระทบเชิงลบต่อความมั่นคงภายในประเทศมากกว่าการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในเมียนมาร์ ข้อจำกัดดังกล่าวสะท้อนความตึงเครียดระหว่างหลักผลประโยชน์แห่งชาติกับข้อจำกัดด้านบริบทการเมืองภายในของประเทศเพื่อนบ้าน (Chambers, 2019)
3.การเปรียบเทียบเชิงวิเคราะห์
การเปรียบเทียบกรณีไทย–กัมพูชาและไทย–เมียนมาร์สะท้อนให้เห็นว่าผลประโยชน์แห่งชาติของไทยถูกกำหนดและปรับใช้แตกต่างกันตามระดับความมั่นคงและเสถียรภาพของประเทศคู่สัมพันธ์ กรณีกัมพูชาเปิดพื้นที่ให้ไทยใช้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นฐานของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ขณะที่กรณีเมียนมาร์บีบบังคับให้ไทยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงเป็นหลัก
พลวัตดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทยในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงยังมีลักษณะเฉพาะกรณีและขาดกรอบบูรณาการในการจัดการความท้าทายข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ บทอภิปรายในส่วนถัดไปจะนำผลการวิเคราะห์นี้ไปเชื่อมโยงกับกรอบแนวคิด เพื่ออธิบายนัยเชิงทฤษฎีและเชิงนโยบายของบทความอย่างเป็นรูปธรรม
4.เครือข่ายสแกมเมอร์ในบริบทความท้าทายข้ามพรมแดน
เครือข่ายสแกมเมอร์ได้กลายเป็นหนึ่งในรูปแบบอาชญากรรมข้ามชาติที่เติบโตอย่างรวดเร็วในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา และไทย–เมียนมาร์ ปรากฏการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับปัจจัยเชิงโครงสร้าง ได้แก่ ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ ความอ่อนแอของรัฐในบางพื้นที่ และการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เอื้อให้กิจกรรมผิดกฎหมายสามารถดำเนินการข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (UNODC, 2023; Caballero-Anthony, 2016) บริบทเช่นนี้ทำให้สแกมเมอร์ไม่ใช่เพียงอาชญากรรมทางไซเบอร์ แต่เป็นปัญหาความมั่นคงข้ามพรมแดนที่มีมิติทางสังคมและเศรษฐกิจควบคู่กัน
รูปแบบการดำเนินงานของเครือข่ายสแกมเมอร์ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงสะท้อนลักษณะของอาชญากรรมข้ามชาติแบบเครือข่าย ซึ่งอาศัยเขตอำนาจรัฐที่ไม่เข้มแข็งเป็นฐานปฏิบัติการและใช้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นเป้าหมายหรือทางผ่านในการกระทำความผิด งานศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ชายแดนกัมพูชาและเมียนมาร์ถูกใช้เป็นศูนย์กลางปฏิบัติการของกลุ่มสแกมเมอร์ที่มุ่งเป้าหมายไปยังประชาชนไทยและประเทศอื่นในภูมิภาค (UNODC, 2023; INTERPOL, 2022) ลักษณะดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดของการบังคับใช้กฎหมายภายใต้กรอบอธิปไตยของรัฐชาติ
ผลกระทบของเครือข่ายสแกมเมอร์ต่อผลประโยชน์แห่งชาติของไทยปรากฏในหลายระดับ ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการฉ้อโกงทางออนไลน์ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและระบบการเงิน ขณะเดียวกันการลักลอบนำแรงงานและการค้ามนุษย์ที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมสแกมเมอร์ได้สร้างแรงกดดันต่อระบบความมั่นคงชายแดนและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (Jones & Hameiri, 2015) ปัญหาเหล่านี้จึงไม่สามารถจัดการได้ในฐานะอาชญากรรมทั่วไป หากแต่ต้องถูกพิจารณาในฐานะภัยคุกคามต่อความมั่นคงรูปแบบใหม่ของรัฐ
ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับกัมพูชาและเมียนมาร์มีบทบาทสำคัญต่อการรับมือกับปัญหาสแกมเมอร์ในระดับนโยบายและการปฏิบัติ ความร่วมมือด้านการข่าว การบังคับใช้กฎหมาย และการแลกเปลี่ยนข้อมูลถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการจัดการเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยสะท้อนว่าความร่วมมือดังกล่าวยังมีลักษณะเฉพาะกิจและขาดกลไกเชิงสถาบันที่ยั่งยืน อันเป็นผลมาจากความไม่สมดุลของขีดความสามารถรัฐและข้อจำกัดทางการเมืองภายในของประเทศเพื่อนบ้าน (Wilkins & Kim, 2020; UNODC, 2023)
การจัดการปัญหาสแกมเมอร์ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจึงสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทย ความจำเป็นในการรักษาความสัมพันธ์อันดีทางการเมืองและเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านอาจจำกัดความเข้มข้นของมาตรการด้านความมั่นคง ขณะเดียวกันการขาดกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคที่มีผลผูกพันทางสถาบันทำให้การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ยังคงมีประสิทธิภาพจำกัด บทวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นว่าการรับมือกับอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามพรมแดนจำเป็นต้องบูรณาการมิติความมั่นคง การพัฒนา และสิทธิมนุษยชนภายใต้กรอบผลประโยชน์แห่งชาติและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ
อภิปรายผล (Discussion)
ผลการวิเคราะห์กรณีศึกษาไทย–กัมพูชา–เมียนมาร์สะท้อนให้เห็นว่าผลประโยชน์แห่งชาติของไทยยังคงเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางหลักของการสร้างและดำเนินความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงชายแดนและเสถียรภาพภายในประเทศ ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดสัจนิยมที่มองว่ารัฐมีแนวโน้มจัดลำดับความสำคัญของผลประโยชน์ด้านความอยู่รอดและเสถียรภาพเป็นอันดับแรก แม้จะอยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคก็ตาม (Morgenthau, 1951; Nuechterlein, 2006)
บทบาทของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในกรณีของไทยปรากฏในลักษณะเชิงปฏิบัติและมีความยืดหยุ่นสูง มากกว่าการพัฒนาไปสู่กรอบความร่วมมือเชิงสถาบันที่มั่นคง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือกับกัมพูชาเน้นการใช้เศรษฐกิจและการพัฒนาเป็นฐานในการลดความตึงเครียด ขณะที่ความสัมพันธ์กับเมียนมาร์ถูกกำหนดโดยความจำเป็นในการบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงมากกว่าการส่งเสริมการพัฒนาเชิงโครงสร้าง ผลลัพธ์ดังกล่าวสนับสนุนข้อเสนอของ Wilkins (2012) ที่ชี้ว่าความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์มักสะท้อนผลประโยชน์เฉพาะด้านและข้อจำกัดเชิงบริบทของรัฐคู่สัมพันธ์
ความท้าทายข้ามพรมแดน โดยเฉพาะกรณีเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ ได้เปิดเผยข้อจำกัดของการพึ่งพากลไกความร่วมมือทวิภาคีแบบดั้งเดิม ปัญหาดังกล่าวมิได้จำกัดผลกระทบอยู่เพียงในมิติอาชญากรรม หากแต่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประชาชน และภาพลักษณ์ของรัฐ ผลการวิเคราะห์จึงสอดคล้องกับวรรณกรรมด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่ชี้ว่าภัยคุกคามร่วมสมัยต้องการการตอบสนองในระดับเหนือรัฐชาติและการบูรณาการหลายมิติ (Acharya, 2014; Caballero-Anthony, 2016)
พลวัตของความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา–เมียนมาร์ยังสะท้อนความตึงเครียดระหว่างการแสวงหาผลประโยชน์แห่งชาติกับความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพของอนุภูมิภาค การใช้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์มีข้อจำกัดเมื่อเผชิญกับปัญหาความมั่นคงที่ฝังรากลึกในโครงสร้างทางการเมืองและสังคมของประเทศเพื่อนบ้าน ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับข้อวิพากษ์ของ Jones และ Hameiri (2015) ที่ชี้ให้เห็นว่าการจัดการความมั่นคงผ่านกรอบการพัฒนาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง
ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่าความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทยในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมีลักษณะเฉพาะกรณีและขาดความเชื่อมโยงในระดับอนุภูมิภาคอย่างเป็นระบบ แม้จะมีกลไกความร่วมมือ เช่น GMS และ ACMECS แต่กลไกเหล่านี้ยังเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าการจัดการภัยคุกคามข้ามพรมแดนเชิงซับซ้อน ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนช่องว่างระหว่างวาทกรรมเชิงยุทธศาสตร์กับการปฏิบัติจริงในระดับนโยบาย (Glassman, 2010; Hirsch, 2016)
นัยเชิงทฤษฎีของผลการศึกษาอยู่ที่การชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์แห่งชาติและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์มิได้เป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกันโดยตรง หากแต่มีความสัมพันธ์เชิงพลวัตภายใต้บริบทความท้าทายข้ามพรมแดน การดำรงอยู่ของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น สแกมเมอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ ทำให้รัฐต้องปรับกรอบการดำเนินนโยบายจากการเน้นอธิปไตยแบบแข็งไปสู่ความร่วมมือเชิงเครือข่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับตัวดังกล่าวยังถูกจำกัดด้วยข้อพิจารณาด้านการเมืองภายในและความไม่สมดุลของขีดความสามารถรัฐในอนุภูมิภาค
การอภิปรายผลทั้งหมดจึงชี้ให้เห็นว่าความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทยในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายกับการเป็นกลไกเชิงโครงสร้างในการจัดการความท้าทายข้ามพรมแดน บทสรุปในส่วนถัดไปจะสังเคราะห์ข้อค้นพบหลักและเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างบทบาทของไทยในการพัฒนาและรักษาความมั่นคงของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในระยะยาว
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
การดำเนินยุทธศาสตร์ของไทยในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจำเป็นต้องปรับจากแนวทางที่เน้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ไปสู่การบูรณาการมิติความมั่นคง ความยั่งยืน และการพัฒนามนุษย์เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ นโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้านควรตั้งอยู่บนการกำหนดผลประโยชน์แห่งชาติในลักษณะพหุมิติ ซึ่งครอบคลุมทั้งความมั่นคงชายแดน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยของประชาชน และการจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน (Nuechterlein, 2006; Buzan, 1991)
บทบาทของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ควรถูกยกระดับจากความร่วมมือเชิงเฉพาะกิจไปสู่กรอบความร่วมมือเชิงสถาบันที่มีความต่อเนื่องและสามารถรับมือกับความท้าทายข้ามพรมแดนได้ในระยะยาว การจัดตั้งกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงข้ามพรมแดนที่เน้นการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การประสานงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนาขีดความสามารถของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยลดข้อจำกัดของการพึ่งพาความร่วมมือทวิภาคีแบบไม่เป็นทางการ (Wilkins & Kim, 2020; Caballero-Anthony, 2016)
การรับมือกับปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ควรถูกกำหนดให้เป็นวาระด้านความมั่นคงระดับอนุภูมิภาคของไทย นโยบายที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องผสานมาตรการด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และสิทธิมนุษยชนเข้าด้วยกัน การเสริมสร้างความร่วมมือกับกัมพูชาและเมียนมาร์ในด้านการคุ้มครองเหยื่อ การต่อต้านการค้ามนุษย์ และการติดตามเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการภัยคุกคามดังกล่าวมากกว่าการดำเนินการเชิงรับภายในประเทศเพียงลำพัง (UNODC, 2023; INTERPOL, 2022)
การใช้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาค เช่น GMS และ ACMECS ควรถูกปรับให้มีบทบาทด้านความมั่นคงข้ามพรมแดนมากขึ้น ควบคู่ไปกับภารกิจด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ การบูรณาการประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงไซเบอร์ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ในวาระของกรอบความร่วมมือเหล่านี้ จะช่วยลดช่องว่างระหว่างวาทกรรมเชิงยุทธศาสตร์กับการปฏิบัติจริง (Glassman, 2010; Hirsch, 2016)
บทบาทของไทยในฐานะรัฐแกนกลางของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงควรถูกเสริมสร้างผ่านการทำหน้าที่เป็นผู้ประสานประโยชน์และผู้สร้างความเชื่อมโยงเชิงนโยบายมากกว่าการเป็นเพียงผู้แสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมความร่วมมือแบบพหุภาคีที่เปิดพื้นที่ให้ประเทศเพื่อนบ้านมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมจะช่วยเพิ่มความชอบธรรมและความยั่งยืนของนโยบายไทยในระยะยาว (Acharya, 2014; Chambers, 2019)
การกำหนดนโยบายต่อกัมพูชาและเมียนมาร์จำเป็นต้องคำนึงถึงความแตกต่างเชิงบริบทของทั้งสองประเทศอย่างชัดเจน กรณีกัมพูชาควรเน้นการเสริมสร้างกลไกความร่วมมือเชิงสถาบันในพื้นที่ชายแดน ขณะที่กรณีเมียนมาร์ควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงและมนุษยธรรมควบคู่กันไป แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ไทยสามารถรักษาดุลยภาพระหว่างผลประโยชน์แห่งชาติและความรับผิดชอบต่อเสถียรภาพของอนุภูมิภาคได้อย่างเหมาะสม (Jones & Hameiri, 2015; South, 2021)
ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้งหมดสะท้อนว่าการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทยในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจำเป็นต้องอาศัยการปรับกรอบคิดจากการจัดการปัญหาเป็นรายกรณี ไปสู่การพัฒนาแนวทางเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงความมั่นคง การพัฒนา และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของไทยในบริบทความท้าทายข้ามพรมแดนที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น
บทสรุป (Conclusion)
ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทยในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงปรากฏในลักษณะเชิงปฏิบัติและยืดหยุ่น มากกว่าการเป็นกรอบความร่วมมือเชิงสถาบันที่มั่นคง ความสัมพันธ์กับกัมพูชาเน้นการใช้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเป็นเครื่องมือในการลดความตึงเครียดและเสริมสร้างเสถียรภาพ ขณะที่ความสัมพันธ์กับเมียนมาร์ถูกกำหนดโดยความจำเป็นในการบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงและมนุษยธรรม ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดของแนวคิดหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เมื่อเผชิญกับบริบททางการเมืองและโครงสร้างรัฐที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ความท้าทายข้ามพรมแดน โดยเฉพาะปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ ได้ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างวาทกรรมเชิงยุทธศาสตร์กับการปฏิบัติจริงของความร่วมมือในอนุภูมิภาค ปัญหาดังกล่าวมิได้กระทบเฉพาะมิติความมั่นคง หากแต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่นของประชาชนในระดับกว้าง ลักษณะเชิงซ้อนของภัยคุกคามสะท้อนความจำเป็นในการปรับกรอบนโยบายจากการจัดการแบบรัฐต่อรัฐไปสู่ความร่วมมือเชิงเครือข่ายที่บูรณาการหลายมิติ
ในเชิงทฤษฎี ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์แห่งชาติและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์มิได้อยู่ในความสัมพันธ์แบบตรงข้าม หากแต่มีลักษณะเชิงพลวัตภายใต้บริบทของความท้าทายข้ามพรมแดน ความจำเป็นในการรักษาผลประโยชน์ของรัฐผลักดันให้ไทยใช้ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือในการลดต้นทุนด้านความมั่นคง ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดด้านอธิปไตยและการเมืองภายในของประเทศเพื่อนบ้านยังคงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความร่วมมือเชิงโครงสร้างในระยะยาว
ในเชิงนโยบาย บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าการเสริมสร้างบทบาทของไทยในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างความมั่นคง การพัฒนา และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ การยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จากกรอบเชิงเฉพาะกิจไปสู่กลไกความร่วมมือที่มีความต่อเนื่องและครอบคลุม จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของไทยและเสถียรภาพของอนุภูมิภาคในระยะยาว
ข้อจำกัดของการศึกษานี้อยู่ที่การพึ่งพาข้อมูลทุติยภูมิและการวิเคราะห์ในระดับนโยบาย ซึ่งอาจไม่สามารถสะท้อนพลวัตในระดับพื้นที่ชายแดนได้อย่างครบถ้วน การศึกษาต่อยอดในอนาคตควรมุ่งเน้นการเก็บข้อมูลภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการเปรียบเทียบกับกรณีประเทศอื่นในอนุภูมิภาค เพื่อขยายความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการความท้าทายข้ามพรมแดนในบริบทเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมสมัย