บทนำ
ความสำเร็จของผู้นำในบริบทการเมืองและความมั่นคงมิได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากร อำนาจ หรือศักยภาพทางทหารเพียงลำพัง หากแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการกำหนดทิศทางและชี้นำการตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขแห่งความไม่แน่นอน ความขัดแย้ง และข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง แนวคิดเรื่อง “ยุทธศาสตร์” จึงมีสถานะเป็นแกนกลางของภาวะผู้นำ เนื่องจากทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างการรับรู้บริบท การตัดสินใจ และผลลัพธ์เชิงอำนาจ อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมด้านยุทธศาสตร์จำนวนมากยังคงจำกัดความหมายของยุทธศาสตร์ไว้ในฐานะแผนหรือเครื่องมือเชิงนโยบาย มากกว่าการมองยุทธศาสตร์เป็นกระบวนการที่ผู้นำใช้ในการชี้นำความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง
รากฐานเชิงคลาสสิกของแนวคิดยุทธศาสตร์มักเชื่อมโยงกับมิติการทหารและการเมืองระดับรัฐ โดย Clausewitz มองยุทธศาสตร์เป็นศิลปะในการใช้กำลังเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมือง (Clausewitz, 1976) ขณะที่ Liddell Hart เสนอว่ายุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพคือการเลือกแนวทางที่ลดต้นทุนและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง (Hart, 1967) แม้แนวคิดเหล่านี้จะช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับเป้าหมายทางการเมือง แต่ยังให้ความสำคัญกับชัยชนะหรือผลลัพธ์สุดท้าย มากกว่ากระบวนการตัดสินใจที่ผู้นำต้องเผชิญอย่างต่อเนื่องในความขัดแย้งที่ไม่อาจยุติได้อย่างเด็ดขาด
พัฒนาการทางทฤษฎีร่วมสมัยได้ท้าทายกรอบคิดดังกล่าว โดยเฉพาะงานของ Mintzberg ซึ่งเสนอว่ายุทธศาสตร์มิได้เกิดจากการวางแผนล่วงหน้าเพียงอย่างเดียว หากแต่ก่อตัวจากรูปแบบการตัดสินใจที่เกิดขึ้นจริงภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์ (Mintzberg, 1994) มุมมองนี้สอดคล้องกับงานด้านภาวะผู้นำของ Heifetz ที่ชี้ให้เห็นว่าผู้นำต้องเผชิญกับปัญหาเชิงปรับตัวซึ่งไม่มีคำตอบตายตัว และต้องอาศัยการกำหนดทิศทาง การจัดการความเสี่ยง และการรักษาความชอบธรรมไปพร้อมกัน (Heifetz, 1994) ในทำนองเดียวกัน Freedman เสนอว่ายุทธศาสตร์คือศิลปะแห่งการเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอน ผ่านการรักษาพื้นที่ทางเลือกและการหลีกเลี่ยงความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง มากกว่าการแสวงหาชัยชนะอย่างเด็ดขาด (Freedman, 2013)
กรณีความขัดแย้งไทย–กัมพูชาถือเป็นบริบทเชิงประจักษ์ที่สะท้อนความหมายของยุทธศาสตร์ในฐานะกระบวนการของผู้นำได้อย่างชัดเจน ความขัดแย้งดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสงครามเต็มรูปแบบ หากแต่เป็นความขัดแย้งเรื้อรังที่ผูกโยงประเด็นอธิปไตย ประวัติศาสตร์ ชาตินิยม และการเมืองภายในเข้าด้วยกัน ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ ความสำเร็จของผู้นำไทยมิอาจวัดจากการเอาชนะกัมพูชาในเชิงทหารหรือกฎหมายระหว่างประเทศ หากแต่วัดจากความสามารถในการควบคุมระดับความขัดแย้ง รักษาเสถียรภาพภายในประเทศ และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามจนกระทบต่อสถานะของรัฐในระดับภูมิภาค
การดำเนินนโยบายของไทยต่อกัมพูชาในช่วงเวลาต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์มิได้ปรากฏในรูปของแผนที่เป็นลายลักษณ์อักษร หากแต่สะท้อนผ่านการตัดสินใจของผู้นำในจังหวะสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ความแข็งกร้าวเชิงสัญลักษณ์ควบคู่กับการทูต การใช้กลไกอาเซียนเพื่อลดแรงกดดันระหว่างประเทศ หรือการหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งจนกระทบต่อความชอบธรรมของรัฐบาลภายในประเทศ ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดที่มองยุทธศาสตร์เป็นกระบวนการเชิงเลือกและการจัดการความเสี่ยง มากกว่าการดำเนินการตามเป้าหมายที่ตายตัว
บทความนี้จึงมุ่งเสนอความเข้าใจเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ในฐานะกระบวนการชี้นำความสำเร็จของผู้นำ ผ่านการใช้กรณีศึกษาไทย–กัมพูชาเป็นสนามวิเคราะห์เชิงแนวคิด บทความมิได้มุ่งอธิบายเหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ของผู้นำในบริบทความขัดแย้งเรื้อรัง คือความสามารถในการแปลงความไม่แน่นอนให้เป็นทิศทาง แปลงข้อจำกัดให้เป็นทางเลือก และดำรงอยู่ภายใต้ความขัดแย้งโดยไม่สูญเสียเสถียรภาพและความชอบธรรมในระยะยาว
การตั้งปัญหา: ทำไมต้องนิยามยุทธศาสตร์ใหม่ในฐานะกระบวนการของผู้นำภายใต้ความขัดแย้งไทย–กัมพูชางผู้นำ

ความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชาเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของความขัดแย้งระหว่างรัฐที่มีลักษณะเรื้อรัง ไม่ต่อเนื่อง และผูกโยงมิติอธิปไตย ประวัติศาสตร์ ชาตินิยม และการเมืองภายในเข้าด้วยกัน ความขัดแย้งลักษณะดังกล่าวมิได้ดำเนินไปในรูปของสงครามเต็มรูปแบบ หากแต่ปรากฏผ่านการเผชิญหน้าระดับต่ำ การใช้วาทกรรมเชิงสัญลักษณ์ และการจัดการเชิงการทูตเป็นช่วง ๆ บริบทเช่นนี้ทำให้การประเมิน “ความสำเร็จ” ของผู้นำไม่อาจวัดได้จากชัยชนะทางทหารหรือการยุติความขัดแย้งอย่างเด็ดขาด หากแต่ต้องพิจารณาจากความสามารถในการควบคุมระดับความขัดแย้งและรักษาเสถียรภาพในระยะยาว
กรอบการศึกษายุทธศาสตร์แบบดั้งเดิมซึ่งมองยุทธศาสตร์ในฐานะแผนหรือการกำหนดนโยบายล่วงหน้า มีข้อจำกัดอย่างมีนัยสำคัญในการอธิบายการดำเนินนโยบายของไทยต่อกัมพูชา แนวคิดเชิงคลาสสิกด้านยุทธศาสตร์และการบริหารมักให้ความสำคัญกับการกำหนดเป้าหมายและการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นระบบ (Chandler, 1962; Porter, 1996) อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายต่อกัมพูชาของไทยในแต่ละช่วงเวลาแสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์มิได้ปรากฏในรูปของแผนที่คงที่ หากแต่เปลี่ยนแปลงตามการรับรู้ของผู้นำต่อภัยคุกคาม ต้นทุนทางการเมือง และแรงกดดันจากสังคมภายในประเทศ
ลักษณะความไม่แน่นอนและความซับซ้อนของความขัดแย้งไทย–กัมพูชาสะท้อนเงื่อนไขที่ Freedman อธิบายว่ายุทธศาสตร์ในโลกยุคใหม่คือการรับมือกับอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้ มากกว่าการควบคุมผลลัพธ์ให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Freedman, 2013) ผู้นำไทยต้องตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดพร้อมกันหลายระดับ ทั้งแรงกดดันจากกระแสชาตินิยม ความคาดหวังด้านอธิปไตย และความจำเป็นในการรักษาความสัมพันธ์ระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ เงื่อนไขดังกล่าวทำให้ยุทธศาสตร์ในฐานะแผนตายตัวไม่สามารถทำหน้าที่ชี้นำการตัดสินใจได้อย่างเพียงพอ
ช่องว่างเชิงทฤษฎีจึงปรากฏอย่างชัดเจนเมื่อพิจารณากรณีไทย–กัมพูชาผ่านกรอบคิดแบบแผนยุทธศาสตร์ งานของ Mintzberg ชี้ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์จำนวนมากเกิดขึ้นจากรูปแบบการตัดสินใจซ้ำ ๆ ของผู้นำภายใต้ข้อจำกัดเฉพาะหน้า มากกว่าการออกแบบเชิงเหตุผลล่วงหน้า หรือที่เรียกว่า emergent strategy (Mintzberg, 1994) การเปลี่ยนแปลงท่าทีของไทยต่อกัมพูชาในช่วงเวลาต่าง ๆ สะท้อนลักษณะของยุทธศาสตร์เชิงกระบวนการดังกล่าวอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะการสลับน้ำหนักระหว่างความแข็งกร้าวเชิงสัญลักษณ์กับการใช้กลไกทางการทูตและสถาบันภูมิภาค
บทบาทของผู้นำภายใต้ความขัดแย้งไทย–กัมพูชายังสอดคล้องกับแนวคิดภาวะผู้นำเชิงปรับตัวของ Heifetz ซึ่งมองว่าผู้นำต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่มีคำตอบตายตัว และไม่อาจแก้ไขได้ด้วยแนวทางเชิงเทคนิคหรือสูตรสำเร็จ (Heifetz, 1994) การตัดสินใจของผู้นำไทยในหลายช่วงเวลาไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาให้ “จบสิ้น” หากแต่มุ่งจัดการความเสี่ยง ลดแรงปะทะ และรักษาความชอบธรรมทางการเมืองทั้งในประเทศและเวทีระหว่างประเทศ
งานด้านความมั่นคงระหว่างประเทศยังชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างรัฐจำนวนมากดำรงอยู่ในลักษณะของ security dilemma และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยชัยชนะฝ่ายเดียว (Jervis, 1978) กรณีไทย–กัมพูชาแสดงให้เห็นว่าการยกระดับความขัดแย้งอาจสร้างต้นทุนเชิงโครงสร้างที่สูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ ผู้นำจึงต้องใช้ยุทธศาสตร์ในฐานะกระบวนการคัดเลือกความเสี่ยงที่ยอมรับได้ มากกว่าการแสวงหาผลลัพธ์สูงสุดในระยะสั้น (Gray, 2010)
การนิยามยุทธศาสตร์ใหม่ในฐานะกระบวนการของผู้นำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจกรณีไทย–กัมพูชา เนื่องจากช่วยอธิบายว่ายุทธศาสตร์มิใช่เพียงผลผลิตของแผนหรือโครงสร้าง หากแต่เป็นกลไกที่ผู้นำใช้เชื่อมโยงการรับรู้บริบท การตัดสินใจ และการดำรงอยู่ของรัฐภายใต้ความขัดแย้งเรื้อรัง กรอบคิดดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้วิเคราะห์ความสำเร็จของผู้นำไทยในฐานะความสามารถในการควบคุมความขัดแย้ง รักษาเสถียรภาพ และไม่ทำให้ทางเลือกเชิงนโยบายในอนาคตแคบลง
การตั้งปัญหาในลักษณะนี้นำไปสู่คำถามเชิงแนวคิดที่สำคัญว่า เหตุใดผู้นำไทยในบริบทความขัดแย้งเดียวกันจึงสามารถสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างกันได้ และยุทธศาสตร์ในฐานะกระบวนการมีบทบาทอย่างไรในการชี้นำความสำเร็จภายใต้ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา คำถามดังกล่าวเป็นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนากรอบแนวคิดและการวิเคราะห์เชิงลึกในลำดับถัดไป
ความหมายของ “ยุทธศาสตร์” ในฐานะกระบวนการ (Strategy as Process) เพื่อนำไปสู่การจัดการปัญหาไทย–กัมพูชา
ยุทธศาสตร์ในฐานะกระบวนการหมายถึงกรอบคิดที่มองยุทธศาสตร์เป็นการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องของผู้นำ มากกว่าการวางแผนหรือการกำหนดเป้าหมายล่วงหน้าเพียงครั้งเดียว แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าสภาพแวดล้อมทางการเมืองและความมั่นคงมีลักษณะไม่แน่นอน ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์จึงต้องอาศัยการเรียนรู้ การปรับตัว และการประเมินสถานการณ์ซ้ำอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการยึดติดกับแผนที่ตายตัว (Mintzberg, 1994; Freedman, 2013)
บริบทของความขัดแย้งไทย–กัมพูชาสะท้อนลักษณะของปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยยุทธศาสตร์เชิงผลลัพธ์หรือชัยชนะ ความขัดแย้งดังกล่าวมีรากฐานจากประวัติศาสตร์ อธิปไตย และชาตินิยม ซึ่งไม่อาจยุติได้ด้วยการใช้กำลังหรือการตัดสินทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว ยุทธศาสตร์ในฐานะกระบวนการจึงเน้นการจัดการความขัดแย้ง มากกว่าการแก้ไขความขัดแย้งให้สิ้นสุด โดยมุ่งควบคุมระดับความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามจนกระทบเสถียรภาพของรัฐ (Jervis, 1978; Gray, 2010)
การนิยามยุทธศาสตร์ในลักษณะดังกล่าวทำให้บทบาทของผู้นำกลายเป็นศูนย์กลางของกระบวนการยุทธศาสตร์ ผู้นำทำหน้าที่รับรู้และตีความบริบท แยกแยะภัยคุกคามที่แท้จริงออกจากแรงกดดันเชิงสัญลักษณ์ และกำหนดกรอบการตอบสนองที่เหมาะสมต่อแต่ละสถานการณ์ ในกรณีไทย–กัมพูชา การตัดสินใจของผู้นำไม่ได้มุ่งสู่การแสดงอำนาจสูงสุด หากแต่มุ่งรักษาความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ภายใต้แรงกดดันจากการเมืองภายในและเวทีระหว่างประเทศ
ยุทธศาสตร์ในฐานะกระบวนการยังให้ความสำคัญกับ “การเลือก” ในเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมถึงการเลือกสิ่งที่ไม่ทำและจังหวะเวลาที่เหมาะสม การไม่ยกระดับความขัดแย้ง การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง และการใช้กลไกทางการทูตและสถาบันภูมิภาคเป็นเครื่องมือหลัก ล้วนสะท้อนการเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายเพื่อจำกัดต้นทุนและรักษาพื้นที่ทางเลือกในอนาคต (Freedman, 2013) การเลือกดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทไทย–กัมพูชา ซึ่งการตัดสินใจที่ผิดพลาดอาจก่อให้เกิดต้นทุนเชิงโครงสร้างที่ยากจะย้อนกลับ
กระบวนการเชิงยุทธศาสตร์ยังครอบคลุมมิติของการจัดการความเสี่ยงและความชอบธรรม การตัดสินใจของผู้นำไทยต่อกัมพูชาจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาอธิปไตยกับการหลีกเลี่ยงแรงต่อต้านจากประชาคมระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ในฐานะกระบวนการจึงทำหน้าที่เป็นกลไกคัดกรองความเสี่ยง โดยเลือกความเสี่ยงที่ยอมรับได้และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจบั่นทอนความชอบธรรมของรัฐในระยะยาว
การมองยุทธศาสตร์เป็นกระบวนการยังเปิดพื้นที่ให้เกิดการปรับตัวและการเรียนรู้จากประสบการณ์ การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ชายแดน การเมืองภายใน และท่าทีของกัมพูชาทำให้ผู้นำไทยต้องปรับแนวทางอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ผูกมัดตนเองกับยุทธศาสตร์แบบตายตัว ลักษณะดังกล่าวสะท้อนแนวคิดยุทธศาสตร์เชิงปรับตัว ซึ่งสอดคล้องกับบริบทความขัดแย้งเรื้อรังที่ต้องการความยืดหยุ่นมากกว่าความเด็ดขาด
โดยสรุป ยุทธศาสตร์ในฐานะกระบวนการสำหรับการจัดการปัญหาไทย–กัมพูชาหมายถึงความสามารถของผู้นำในการใช้การตัดสินใจอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมความขัดแย้ง รักษาเสถียรภาพ และไม่ทำให้ทางเลือกเชิงนโยบายในอนาคตแคบลง ความหมายดังกล่าวช่วยเปลี่ยนกรอบการวิเคราะห์จากการแสวงหาชัยชนะไปสู่การดำรงอยู่ภายใต้ความขัดแย้งอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาไทย–กัมพูชาในโลกความเป็นจริง
ความสำคัญของยุทธศาสตร์ต่อความสำเร็จของผู้นำในกรณีไทย–กัมพูชา
ความสำเร็จของผู้นำในบริบทความขัดแย้งไทย–กัมพูชาไม่อาจประเมินได้จากผลลัพธ์เชิงชัยชนะหรือการยุติข้อพิพาทอย่างเด็ดขาด เนื่องจากลักษณะของความขัดแย้งดังกล่าวเป็นความขัดแย้งเรื้อรังที่ผูกโยงมิติอธิปไตย การเมืองภายใน และแรงกดดันระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ ยุทธศาสตร์จึงมีบทบาทเป็นกลไกสำคัญที่ผู้นำใช้ชี้นำการตัดสินใจ ควบคุมระดับความขัดแย้ง และรักษาเสถียรภาพของรัฐ มากกว่าการมุ่งสู่ผลลัพธ์เชิงสัมบูรณ์ (Freedman, 2013)
ยุทธศาสตร์มีความสำคัญต่อผู้นำไทยในฐานะเครื่องมือกำหนดทิศทางการตอบสนองต่อกัมพูชา เนื่องจากผู้นำต้องเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายระดับ ทั้งจากภัยคุกคามด้านอธิปไตย กระแสชาตินิยมภายในประเทศ และความคาดหวังของประชาคมระหว่างประเทศ งานด้านยุทธศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการขาดกรอบยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนมักนำไปสู่การตัดสินใจเชิงตอบสนองเฉพาะหน้า ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของการยกระดับความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น (Gray, 2010) ในทางกลับกัน ผู้นำที่มียุทธศาสตร์สามารถสร้างความต่อเนื่องของการตัดสินใจ และหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่ขัดแย้งกันเองในระยะยาว
บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของยุทธศาสตร์คือการจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ความขัดแย้งไทย–กัมพูชามีศักยภาพที่จะพัฒนาไปสู่สถานการณ์ที่สร้างต้นทุนสูง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความชอบธรรมทางการเมือง แนวคิดด้านความมั่นคงระหว่างประเทศชี้ว่าการยกระดับความขัดแย้งภายใต้เงื่อนไขของ security dilemma อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ แม้จะมีเจตนาเพื่อป้องกันตนเองก็ตาม (Jervis, 1978) ยุทธศาสตร์ที่ดีจึงช่วยให้ผู้นำสามารถเลือกความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง
ยุทธศาสตร์ยังมีความสำคัญต่อการรักษาความชอบธรรมของผู้นำ ทั้งในมิติภายในประเทศและระหว่างประเทศ การตัดสินใจที่สอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์ช่วยให้ผู้นำสามารถอธิบายเหตุผลของการดำเนินนโยบายต่อสาธารณชน และลดแรงเสียดทานจากกระแสชาตินิยมที่อาจผลักดันให้เกิดการเผชิญหน้าโดยตรง ขณะเดียวกัน การดำเนินนโยบายที่ไม่ยกระดับความขัดแย้งจนเกินควรยังช่วยรักษาภาพลักษณ์ของรัฐในเวทีระหว่างประเทศ และลดแรงกดดันจากกลไกสากล เช่น อาเซียนหรือองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ
ความสำคัญของยุทธศาสตร์ยังปรากฏในฐานะเครื่องมือรักษาพื้นที่ทางเลือกของผู้นำในอนาคต การตัดสินใจที่ขาดกรอบยุทธศาสตร์มักผูกมัดผู้นำเข้ากับเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง และทำให้การถอยกลับมีต้นทุนสูง Freedman เสนอว่ายุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพคือการหลีกเลี่ยงการปิดทางเลือกในอนาคต และรักษาความยืดหยุ่นเชิงนโยบายให้มากที่สุด (Freedman, 2013) ในกรณีไทย–กัมพูชา การไม่ผูกมัดตนเองกับแนวทางเผชิญหน้าอย่างถาวรเปิดโอกาสให้ผู้นำสามารถปรับท่าทีตามการเปลี่ยนแปลงของบริบทได้
การเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์กับภาวะผู้นำยังสอดคล้องกับแนวคิดภาวะผู้นำเชิงปรับตัวของ Heifetz ซึ่งมองว่าความสำเร็จของผู้นำมิได้เกิดจากการแก้ปัญหาให้สิ้นสุด หากแต่เกิดจากความสามารถในการพาสังคมดำรงอยู่และปรับตัวภายใต้ปัญหาที่ไม่อาจแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์ (Heifetz, 1994) กรณีไทย–กัมพูชาสะท้อนลักษณะของปัญหาเชิงปรับตัวดังกล่าวอย่างเด่นชัด ซึ่งทำให้ยุทธศาสตร์ในฐานะกระบวนการกลายเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของผู้นำ
โดยสรุป ยุทธศาสตร์มีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้นำในกรณีไทย–กัมพูชา เนื่องจากทำหน้าที่เป็นกรอบชี้นำการตัดสินใจ กลไกจัดการความเสี่ยง และฐานของความชอบธรรมภายใต้ความขัดแย้งเรื้อรัง ความสำเร็จในบริบทนี้จึงมิใช่การเอาชนะคู่ขัดแย้ง หากแต่เป็นความสามารถของผู้นำในการควบคุมความขัดแย้ง รักษาเสถียรภาพ และดำรงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดโดยไม่ทำให้ทางเลือกในอนาคตแคบลง
ผู้นำในฐานะ “ผู้แบกยุทธศาสตร์” (Leader as Strategy Bearer)
แนวคิดผู้นำในฐานะ “ผู้แบกยุทธศาสตร์” หมายถึงการมองผู้นำไม่ใช่เพียงผู้กำหนดนโยบายหรือผู้อนุมัติแผนยุทธศาสตร์ หากแต่เป็นตัวแสดงหลักที่ต้องแบกรับภาระของยุทธศาสตร์ทั้งในเชิงการตัดสินใจ การสื่อความหมาย และการรับผลลัพธ์จากการดำเนินการ แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ายุทธศาสตร์มิได้ดำรงอยู่ในเอกสารหรือโครงสร้างองค์กร แต่ฝังตัวอยู่ในวิธีคิด การเลือก และการกระทำของผู้นำโดยตรง (Mintzberg, 1994; Freedman, 2013)
การมองผู้นำในลักษณะดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทความขัดแย้งระหว่างรัฐ โดยเฉพาะกรณีไทย–กัมพูชา ซึ่งยุทธศาสตร์ไม่สามารถถูกลดทอนให้เป็นเพียงชุดนโยบายด้านความมั่นคงหรือการทูต ความขัดแย้งที่มีมิติประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และอธิปไตย ทำให้การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์แต่ละครั้งถูกเชื่อมโยงกับตัวผู้นำอย่างแยกไม่ออก ทั้งในสายตาของสาธารณชนภายในประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ
บทบาทของผู้นำในฐานะผู้แบกยุทธศาสตร์ปรากฏชัดในความจำเป็นที่ต้อง “รับภาระความไม่แน่นอน” ยุทธศาสตร์ในบริบทไทย–กัมพูชาไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ที่ชัดเจน ผู้นำจึงต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงทางการเมือง ความเสี่ยงด้านความชอบธรรม และความเสี่ยงเชิงความมั่นคง การตัดสินใจไม่ยกระดับความขัดแย้ง การเลือกใช้กลไกอาเซียน หรือการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหาร ล้วนเป็นการเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่ผู้นำต้องแบกรับแรงกดดันจากกระแสชาตินิยมและฝ่ายค้านภายในประเทศ (Jervis, 1978)
การแบกยุทธศาสตร์ยังหมายถึงการเป็น “ตัวกลางเชิงความหมาย” ระหว่างยุทธศาสตร์กับสังคม ผู้นำต้องแปลการเลือกเชิงยุทธศาสตร์ให้กลายเป็นเหตุผลที่สังคมยอมรับได้ งานด้านภาวะผู้นำชี้ว่าความล้มเหลวของยุทธศาสตร์จำนวนมากไม่ได้เกิดจากเนื้อหาของยุทธศาสตร์เอง หากแต่เกิดจากการไม่สามารถสร้างความชอบธรรมและความเข้าใจร่วมในหมู่ผู้ตาม (Heifetz, 1994) ในกรณีไทย–กัมพูชา ผู้นำจึงต้องอธิบายว่าการยับยั้งตนเองหรือการใช้การทูตมิใช่ความอ่อนแอ หากแต่เป็นการเลือกเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ระยะยาวของรัฐ
ผู้นำในฐานะผู้แบกยุทธศาสตร์ยังสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างบุคลิกผู้นำกับทิศทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากยุทธศาสตร์ในฐานะกระบวนการไม่ได้ดำเนินไปโดยอัตโนมัติ แต่ขึ้นอยู่กับการรับรู้ การตีความ และกรอบความคิดของผู้นำ การเปลี่ยนแปลงผู้นำจึงมักนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแนวทางยุทธศาสตร์ แม้โครงสร้างปัญหาจะยังคงเดิม กรณีไทย–กัมพูชาแสดงให้เห็นว่าท่าทีของรัฐสามารถเปลี่ยนระดับความตึงเครียดได้อย่างมีนัยสำคัญตามสไตล์การนำและความอดทนเชิงยุทธศาสตร์ของผู้นำในแต่ละช่วงเวลา
มิติสำคัญอีกประการหนึ่งของการเป็นผู้แบกยุทธศาสตร์คือการรับผลลัพธ์ของความล้มเหลว ยุทธศาสตร์ที่ไม่สามารถควบคุมความขัดแย้งได้มักสะท้อนกลับมาที่ตัวผู้นำโดยตรง ทั้งในรูปของความเสื่อมถอยทางความชอบธรรมและแรงกดดันให้เปลี่ยนแปลงนโยบาย Gray ชี้ว่ายุทธศาสตร์ไม่เคยเป็นกลางทางการเมือง และผู้นำคือผู้ที่ต้องรับต้นทุนจากความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (Gray, 2010)
โดยสรุป แนวคิดผู้นำในฐานะ “ผู้แบกยุทธศาสตร์” ช่วยอธิบายว่าทำไมยุทธศาสตร์จึงไม่อาจแยกออกจากตัวผู้นำได้ในกรณีไทย–กัมพูชา ความสำเร็จของผู้นำในบริบทนี้ไม่ได้วัดจากการยุติความขัดแย้ง หากแต่วัดจากความสามารถในการแบกรับแรงกดดัน บริหารความเสี่ยง และรักษาทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวย แนวคิดดังกล่าวจึงเป็นกรอบสำคัญในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ ยุทธศาสตร์ และการดำรงอยู่ภายใต้ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา
ยุทธศาสตร์ในบริบทความขัดแย้งและความไม่แน่นอน
ยุทธศาสตร์ในบริบทความขัดแย้งและความไม่แน่นอนหมายถึงกรอบการคิดและการตัดสินใจที่ผู้นำใช้เพื่อจัดการสถานการณ์ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแน่ชัด และไม่อาจควบคุมตัวแปรทั้งหมดได้ แนวคิดนี้แตกต่างจากยุทธศาสตร์เชิงการวางแผนแบบดั้งเดิมซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานของเสถียรภาพและเหตุผลเชิงเครื่องมือ โดยเน้นการปรับตัว การเรียนรู้ และการเลือกภายใต้ข้อจำกัดมากกว่าการไล่ตามผลลัพธ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Mintzberg, 1994; Freedman, 2013)
สภาพความไม่แน่นอนในความขัดแย้งระหว่างรัฐเกิดจากปฏิสัมพันธ์ของการรับรู้ที่คลาดเคลื่อน ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล และแรงกดดันจากปัจจัยภายในและภายนอก กรณีไทย–กัมพูชาสะท้อนลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไม่ได้ถูกกำหนดโดยการตัดสินใจของรัฐใดรัฐหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับการตอบสนองซึ่งกันและกัน การเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองภายในประเทศ และท่าทีของประชาคมระหว่างประเทศ ความไม่แน่นอนเช่นนี้ทำให้การยกระดับความขัดแย้งอาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เกินกว่าการควบคุมของผู้นำ (Jervis, 1978)
ยุทธศาสตร์ภายใต้ความไม่แน่นอนจึงทำหน้าที่เป็นกลไกควบคุมความเสี่ยงมากกว่าการแสวงหาชัยชนะ งานด้านยุทธศาสตร์ร่วมสมัยชี้ว่าความสำเร็จในบริบทความขัดแย้งมิได้อยู่ที่การบรรลุเป้าหมายสูงสุด หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการหลีกเลี่ยงความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง เช่น สงครามเต็มรูปแบบ การสูญเสียความชอบธรรม หรือการถูกโดดเดี่ยวทางการทูต (Gray, 2010; Freedman, 2013) ในกรณีไทย–กัมพูชา การควบคุมระดับความตึงเครียดและการจำกัดต้นทุนจึงกลายเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งกว่าการยืนยันชัยชนะเชิงสัญลักษณ์
บริบทของความไม่แน่นอนยังทำให้ยุทธศาสตร์ต้องมีลักษณะเชิงกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อมีการประกาศนโยบาย หากแต่ดำเนินต่อเนื่องผ่านการประเมินผล การปรับเปลี่ยนท่าที และการเรียนรู้จากปฏิกิริยาของคู่ขัดแย้ง กรณีไทย–กัมพูชาแสดงให้เห็นว่าการตอบสนองต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น การปะทะตามแนวชายแดนหรือคำตัดสินขององค์กรระหว่างประเทศ จำเป็นต้องถูกบูรณาการเข้ากับทิศทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สอดคล้องของนโยบาย
มิติสำคัญอีกประการหนึ่งของยุทธศาสตร์ในบริบทความขัดแย้งคือการจัดการการรับรู้และการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ การกระทำที่มีนัยสำคัญเชิงสัญลักษณ์อาจถูกตีความว่าเป็นการยั่วยุหรือการอ่อนข้อ ขึ้นอยู่กับบริบทและกรอบการสื่อสาร ยุทธศาสตร์ที่ขาดการจัดการการรับรู้จึงอาจนำไปสู่การคำนวณผิดพลาดและการยกระดับความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ (Jervis, 1978) ในกรณีไทย–กัมพูชา การใช้ถ้อยแถลงของผู้นำและการทูตเชิงป้องปรามอย่างระมัดระวังจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเคลื่อนไหวเชิงวัตถุ
ยุทธศาสตร์ภายใต้ความไม่แน่นอนยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถของผู้นำในการทนต่อแรงกดดันทางการเมืองภายใน ความขัดแย้งภายนอกมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งเพิ่มแรงผลักดันให้ผู้นำแสดงท่าทีแข็งกร้าว แม้จะขัดกับผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว แนวคิดภาวะผู้นำเชิงปรับตัวชี้ว่าความสำเร็จของผู้นำอยู่ที่การต้านทานแรงกดดันดังกล่าว และรักษาทิศทางยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมต่อการดำรงอยู่ของรัฐ (Heifetz, 1994)
โดยสรุป ยุทธศาสตร์ในบริบทความขัดแย้งและความไม่แน่นอนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้นำสามารถดำรงอยู่และตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวย กรณีไทย–กัมพูชาแสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์มิใช่สูตรสำเร็จสำหรับชัยชนะ หากแต่เป็นกระบวนการจัดการความเสี่ยง การรับรู้ และความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง ความเข้าใจยุทธศาสตร์ในลักษณะนี้ช่วยอธิบายบทบาทของผู้นำในการควบคุมความขัดแย้งและรักษาเสถียรภาพภายใต้โลกที่ไม่อาจคาดการณ์ได้
เสนอกรอบแนวคิดสรุป (Conceptual Model)
ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาสะท้อนธรรมชาติของปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศที่ไม่อาจอธิบายหรือจัดการได้ด้วยกรอบยุทธศาสตร์แบบเส้นตรงหรือแบบมุ่งสู่ชัยชนะ ความขัดแย้งดังกล่าวดำรงอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง ทั้งในมิติประวัติศาสตร์ อธิปไตย การเมืองภายใน และแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศ ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ ความสำเร็จของผู้นำไม่อาจถูกวัดจากการยุติข้อพิพาทหรือการได้มาซึ่งผลลัพธ์เชิงเด็ดขาด หากแต่ต้องพิจารณาจากความสามารถในการควบคุมสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพของรัฐในระยะยาว
กรอบแนวคิดที่มองผู้นำในฐานะ “ผู้แบกยุทธศาสตร์” ช่วยอธิบายความสัมพันธ์ดังกล่าวได้อย่างเป็นระบบ โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ายุทธศาสตร์มิได้เป็นเพียงแผนหรือเอกสารเชิงนโยบาย หากแต่เป็นกระบวนการที่ฝังตัวอยู่ในตัวผู้นำผ่านการรับรู้ การตีความ และการตัดสินใจอย่างต่อเนื่อง (Mintzberg, 1994; Freedman, 2013) ในบริบทไทย–กัมพูชา ยุทธศาสตร์จึงไม่สามารถแยกออกจากตัวผู้นำได้ เนื่องจากทุกการเลือกเชิงยุทธศาสตร์ย่อมผูกโยงกับความชอบธรรม ความเสี่ยง และภาระความรับผิดชอบทางการเมืองที่ผู้นำต้องแบกรับโดยตรง
ความไม่แน่นอนของความขัดแย้งทำให้ยุทธศาสตร์ต้องถูกทำความเข้าใจในฐานะกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ การตัดสินใจของผู้นำไทยต่อกัมพูชามิได้เกิดขึ้นภายใต้ข้อมูลที่สมบูรณ์หรือสภาพแวดล้อมที่มั่นคง หากแต่ดำเนินไปท่ามกลางการตอบโต้ซึ่งกันและกัน ความคลาดเคลื่อนของการรับรู้ และแรงกดดันจากการเมืองภายในประเทศ ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด security dilemma ซึ่งชี้ว่าการกระทำที่มุ่งปกป้องตนเองอาจถูกตีความเป็นภัยคุกคามโดยอีกฝ่าย และนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ (Jervis, 1978) ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ ยุทธศาสตร์จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะเครื่องมือจัดการความเสี่ยง มากกว่าการแสวงหาความได้เปรียบเชิงสัมบูรณ์
บทบาทของผู้นำในกรอบแนวคิดนี้มิได้จำกัดอยู่ที่การกำหนดทิศทางเชิงนโยบาย หากแต่รวมถึงการเป็นตัวกลางเชิงความหมายที่เชื่อมยุทธศาสตร์เข้ากับสังคม ผู้นำต้องอธิบายและทำให้การเลือกเชิงยุทธศาสตร์ เช่น การยับยั้งตนเองหรือการใช้กลไกการทูต ถูกมองว่าเป็นความรอบคอบเชิงยุทธศาสตร์ มิใช่ความอ่อนแอ งานด้านภาวะผู้นำเชิงปรับตัวชี้ว่าความสำเร็จของผู้นำในสถานการณ์เช่นนี้อยู่ที่ความสามารถในการพาสังคมดำรงอยู่ภายใต้ปัญหาที่ไม่อาจแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์ มากกว่าการเสนอทางออกแบบรวบรัด (Heifetz, 1994)
กรอบแนวคิดดังกล่าวยังเสนอการนิยามความสำเร็จของผู้นำใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทความขัดแย้งเรื้อรัง ความสำเร็จในกรณีไทย–กัมพูชาไม่ได้หมายถึงการยืนยันอธิปไตยอย่างเด็ดขาดหรือการบังคับให้อีกฝ่ายยอมรับเงื่อนไข หากแต่หมายถึงการควบคุมระดับความตึงเครียด การหลีกเลี่ยงต้นทุนเชิงโครงสร้าง เช่น ความรุนแรงทางทหารหรือการสูญเสียความชอบธรรมระหว่างประเทศ และการรักษาพื้นที่ทางเลือกเชิงนโยบายในอนาคต (Gray, 2010; Freedman, 2013) ยุทธศาสตร์ในฐานะกระบวนการจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างการตัดสินใจของผู้นำกับผลลัพธ์เชิงเสถียรภาพของรัฐ
เมื่อพิจารณาโดยรวม กรอบแนวคิดผู้นำ–ยุทธศาสตร์–ความสำเร็จภายใต้ความขัดแย้งและความไม่แน่นอนช่วยเปลี่ยนกรอบการวิเคราะห์กรณีไทย–กัมพูชาจากคำถามเรื่อง “ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ” ไปสู่คำถามเรื่อง “ผู้นำสามารถแบกและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อดำรงอยู่ภายใต้ความขัดแย้งได้มากน้อยเพียงใด” การเปลี่ยนกรอบคิดเช่นนี้ไม่เพียงช่วยอธิบายพฤติกรรมของรัฐในโลกความเป็นจริง หากแต่ยังเปิดพื้นที่ทางทฤษฎีในการทำความเข้าใจบทบาทของผู้นำและยุทธศาสตร์ในบริบทความขัดแย้งที่ไม่อาจหาข้อยุติได้อย่างสมบูรณ์
อ้างอิง
วิกรม บุญนุ่น(2568).ยุทธศาสตร์ : ความหมาย ความสำคัญ ในฐานะ กระบวนการชี้นำความสำเร็จของผู้นำในสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา.ออนไลน์.https://kmnec.crurds.com/wp-admin/post.php?post=721&action=edit