ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor: NEC) พัฒนาขึ้นจากกระบวนการกำหนดนโยบายบนฐานงานวิจัยเชิงพื้นที่ ซึ่งมีจุดตั้งต้นจากการบูรณาการองค์ความรู้ของนักวิชาการจากหลากหลายสถาบันการศึกษาในภาคเหนือ งานวิจัยดังกล่าวมุ่งวิเคราะห์ศักยภาพเชิงพื้นที่ ทุนทรัพยากร และทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้บริบทเศรษฐกิจ BCG และการเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์กับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายซึ่งได้รับการศึกษาเชิงลึกในประเด็นพื้นที่ชายแดน การค้าข้ามพรมแดน และบทบาททางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคจากทีมวิจัยสาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ภายใต้การนำของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะหัวหน้าแผนโครงการวิจัย
การบูรณาการผลการศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ ภายใต้การนำของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะหัวหน้าแผนโครงการวิจัย ทำให้กรอบแนวคิด NEC ถูกยกระดับจากข้อเสนอเชิงวิชาการไปสู่กลไกเชิงนโยบายที่สะท้อนศักยภาพเฉพาะของพื้นที่อย่างเป็นระบบ จังหวัดเชียงรายจึงไม่ได้ถูกกำหนดบทบาทในฐานะพื้นที่ชายแดนเชิงรับ หากแต่ถูกวางตำแหน่งเป็น “ประตูเศรษฐกิจ” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจภายในประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอย่างมีนัยสำคัญ
เจตจำนงหลักของการวิจัย NEC อยู่ที่การพัฒนาและนำเสนอกรอบการพัฒนาเชิงพื้นที่ของภาคเหนือในลักษณะระเบียงเศรษฐกิจที่สามารถทำงานได้จริง การบูรณาการมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ทรัพยากรชีวภาพ และนวัตกรรมภายใต้กรอบเศรษฐกิจ BCG ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และเชียงราย ให้ทำหน้าที่เป็นระบบเศรษฐกิจเดียวกัน มากกว่าการพัฒนาแบบแยกส่วนรายจังหวัด แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการวางแผนเชิงพื้นที่แบบแข่งขันกันเอง ไปสู่การพัฒนาเชิงเครือข่ายที่เน้นความเกื้อหนุนในห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทาน
ผลการตรวจสอบศักยภาพเชิงพื้นที่ (Check Stock) ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โครงสร้างอุตสาหกรรมหลักของแต่ละจังหวัดใน NEC มีความแตกต่างกันตามทุนทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และประวัติการพัฒนาเชิงพื้นที่ ความแตกต่างดังกล่าวมิได้เป็นข้อจำกัด หากแต่เป็นเงื่อนไขเชิงโอกาสที่เอื้อต่อการออกแบบระบบเศรษฐกิจเชิงบูรณาการ การพัฒนา NEC จึงต้องอาศัยการตีความศักยภาพเชิงพื้นที่ในเชิงระบบ มากกว่าการผลักดันให้ทุกจังหวัดพัฒนาอุตสาหกรรมประเภทเดียวกัน
จังหวัดเชียงใหม่แสดงบทบาทเด่นด้านอุตสาหกรรมบริการมูลค่าสูง โดยเฉพาะบริการสุขภาพ การแพทย์ การศึกษา และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นผลจากการสะสมทุนมนุษย์ องค์ความรู้ และโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ผลการ Check Stock สะท้อนว่าเชียงใหม่มีศักยภาพในการทำหน้าที่เป็นต้นน้ำของการสร้างคุณค่าในระบบ NEC ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ การออกแบบนวัตกรรม และการกำหนดมาตรฐานสินค้าและบริการที่ตอบสนองตลาดระดับประเทศและนานาชาติ
จังหวัดลำพูนมีศักยภาพเด่นด้านการผลิตและการเพิ่มมูลค่า โดยเฉพาะอุตสาหกรรม BCG และการแปรรูปมูลค่าสูง การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ชี้ว่าลำพูนสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางน้ำของระบบ NEC ในการแปลงองค์ความรู้และนวัตกรรมจากต้นน้ำให้กลายเป็นสินค้าและบริการเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม บทบาทดังกล่าวมีความสำคัญต่อการกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการสร้างฐานผู้ประกอบการในระดับพื้นที่
จังหวัดลำปางปรากฏบทบาทเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมสนับสนุน การตรวจสอบศักยภาพพื้นที่สะท้อนว่าลำปางมีความเหมาะสมในการเป็นจุดเชื่อมต่อการคมนาคม การขนส่ง และการกระจายสินค้าในระบบ NEC การทำหน้าที่ดังกล่าวช่วยลดต้นทุนเชิงระบบและเสริมเสถียรภาพให้กับห่วงโซ่อุปทานของทั้งระเบียงเศรษฐกิจ
จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ด้านการค้า การโลจิสติกส์ชายแดน เกษตรมูลค่าสูง และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ อันเป็นผลจากทำเลที่ตั้งซึ่งเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ผลการ Check Stock ชี้ว่าเชียงรายควรถูกวางบทบาทเป็นปลายน้ำของระบบ NEC ในการส่งมอบสินค้า บริการ และคุณค่าทางเศรษฐกิจจากพื้นที่ภายในประเทศสู่ตลาดข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม
การออกแบบ Flagship Project บนฐานผลการ Check Stock จึงเป็นกลไกสำคัญในการทำให้ NEC ก้าวพ้นจากกรอบแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง Flagship Project ในบริบทนี้มิได้หมายถึงโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว หากแต่ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงบทบาทของแต่ละจังหวัดให้ทำงานร่วมกันในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน การกำหนด Flagship Project แยกส่วนรายจังหวัดโดยขาดการเชื่อมโยงเชิงระบบย่อมลดทอนประสิทธิภาพของ NEC ในระยะยาว
การขับเคลื่อน Flagship Project ผ่านแนวคิดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ช่วยทำให้บทบาทของแต่ละจังหวัดมีความชัดเจน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ระบบ Supply Chain ในกรอบ NEC ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเคลื่อนย้ายสินค้า แต่ครอบคลุมถึงการไหลเวียนขององค์ความรู้ มาตรฐาน คุณค่า และข้อมูลตลาด ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของความสามารถในการแข่งขันเชิงพื้นที่
ภายใต้กรอบดังกล่าว จังหวัดเชียงรายทำหน้าที่เป็นกลไกปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทานเชิงยุทธศาสตร์ การรวบรวม คัดเลือก และเตรียมความพร้อมสินค้า การพัฒนาโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน และการเชื่อมโยงเครือข่ายการค้า ทำให้เชียงรายไม่ใช่เพียงพื้นที่ผ่านของการขนส่ง แต่เป็นพื้นที่แปลงศักยภาพของ NEC ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจริง บทบาทด้านการสะท้อนข้อมูลความต้องการของตลาดกลับเข้าสู่ระบบยังช่วยลดความเสี่ยงเชิงนโยบายและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการพัฒนาในระยะยาว
สิ่งที่ผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงรายต้องดำเนินการ
ภายใต้บทบาทปลายน้ำของ Supply Chain เชิงยุทธศาสตร์ (NEC)
1.ปรับบทบาทธุรกิจ: จากผู้ขาย → ผู้เชื่อมตลาด (Market Connector) ผู้ประกอบการเชียงรายต้องกำหนดบทบาทของตนเองใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน โดยไม่จำกัดอยู่เพียงการขายสินค้าในพื้นที่ แต่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงสินค้าและบริการจากจังหวัดต้นน้ำและกลางน้ำของ NEC ไปสู่ตลาดข้ามพรมแดน ซึ่งรวมถึงการเป็นผู้รวบรวมสินค้า ตัวแทนจำหน่าย และผู้จัดการเครือข่ายตลาดในระดับภูมิภาค
2.คัดเลือกและพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับตลาดปลายน้ำ ผู้ประกอบการต้องคัดเลือกสินค้าและบริการที่มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดการค้าชายแดนและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเน้นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง อาหารปลอดภัย สินค้าที่มีอัตลักษณ์ และบริการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ พร้อมทั้งปรับมาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ และเรื่องราวของสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเป้าหมาย
3.ยกระดับมาตรฐานและความพร้อมด้านโลจิสติกส์ ในฐานะผู้ประกอบการปลายน้ำ ผู้ประกอบการเชียงรายต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้า การจัดการคลังสินค้า การบรรจุหีบห่อ และการขนส่งข้ามพรมแดน เพื่อให้ Supply Chain มีความต่อเนื่อง ลดความสูญเสีย และเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าและผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ
4.ใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนให้เกิดผลจริง ผู้ประกอบการต้องศึกษาและใช้ประโยชน์จากความตกลงทางการค้าเสรี การค้าชายแดน และมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ NEC อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการใช้สิทธิภาษีตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้า การอำนวยความสะดวกทางศุลกากร และการเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
5.สร้างเครือข่าย Supply Chain ข้ามจังหวัดและข้ามพรมแดน ผู้ประกอบการเชียงรายต้องทำงานเชิงเครือข่ายกับผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง เพื่อเชื่อมโยงกระบวนการผลิต การเพิ่มมูลค่า และโลจิสติกส์เข้าด้วยกัน รวมถึงการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับคู่ค้าในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ Supply Chain มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน
6.ใช้ดิจิทัลเพื่อบริหาร Supply Chain และการตลาด การนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ในการจัดการคำสั่งซื้อ การติดตามสินค้า การตลาดออนไลน์ และการสื่อสารกับคู่ค้า เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการปลายน้ำ โดยเฉพาะการเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดข้ามพรมแดน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และขยายโอกาสทางธุรกิจ
7.สร้างระบบเรียนรู้และรับข้อมูลย้อนกลับจากตลาด ผู้ประกอบการเชียงรายต้องทำหน้าที่เป็นผู้รับและถ่ายทอดข้อมูลความต้องการของตลาดกลับไปยังผู้ผลิตและผู้พัฒนาสินค้าในจังหวัดต้นน้ำและกลางน้ำของ NEC เพื่อให้สามารถปรับปรุงสินค้าและบริการได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการทำให้ Supply Chain ของ NEC มีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
โดยสรุป การพัฒนา NEC บนฐานห่วงโซ่อุปทานเชิงยุทธศาสตร์ทำให้จังหวัดเชียงรายถูกวางตำแหน่งเป็นจุดส่งมอบคุณค่าและขยายผลทางเศรษฐกิจของภาคเหนือสู่ระดับภูมิภาคอย่างชัดเจน การขับเคลื่อนบทบาทดังกล่าวอย่างเป็นระบบไม่เพียงยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของจังหวัดเชียงราย หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการทำให้ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือทำงานในฐานะระบบเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ที่บูรณาการและยั่งยืนอย่างแท้จริง