Skip to content

บทวิเคราะห์ภูมิทัศน์ยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง: จากพิมพ์เขียว GMS-2030 สู่ความเสี่ยงและข้อจำกัดเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย

บทวิเคราะห์เชิงสารคดียุทธศาสตร์โดย ผศ.ดร.วิกรม บุญนุ่น ประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

การทำความเข้าใจพลวัตทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการพัฒนาพื้นที่ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) จำเป็นต้องพิจารณาผ่านกรอบยุทธศาสตร์อย่างเป็นทางการ ‘The Greater Mekong Subregion Economic Cooperation Program Strategic Framework 2030 (GMS-2030)’ ซึ่งจัดทำและเผยแพร่โดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) พิมพ์เขียวสำคัญฉบับนี้กำหนดทิศทางความร่วมมือของ 6 ประเทศสมาชิก โดยชี้ให้เห็นการเปลี่ยนผ่านเชิงกระบวนทัศน์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ หรือ “ฮาร์ดแวร์” ไปสู่การบูรณาการเชิงลึกผ่านนวัตกรรมดิจิทัล โครงข่ายคมนาคมอัจฉริยะ และการพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งถือเป็น “ซอฟต์แวร์” ในการขับเคลื่อนภูมิภาค อย่างไรก็ตาม เมื่อนำกรอบมหภาคดังกล่าวมาลงลึกในการปฏิบัติจริง ย่อมส่งผลให้ประเทศไทยในฐานะประเทศแกนกลางของระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (NSEC) ต้องเผชิญกับทั้งโอกาสและความท้าทายครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนผ่านพื้นที่ชายแดนตอนบนให้กลายเป็นสะพานเชื่อมยุทธศาสตร์ (Strategic Bridge)

หากพิจารณาเนื้อหาหลักที่เป็นรากฐานของการพัฒนาอนุภูมิภาค จะพบว่าครอบคลุมระบบนิเวศการพัฒนา 4 มิติสำคัญ มิติแรกคือการปฏิรูปทุนมนุษย์และการยกระดับสถาบันการศึกษาข้ามพรมแดน ภายใต้เสาหลักชุมชนของ GMS-2030 ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านทรัพยากรมนุษย์ (HRD) การพัฒนาคุณวุฒิระดับสูง และการเสริมสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกับสถาบันการศึกษาในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว เพื่อแก้ปัญหาความอ่อนแอทางทรัพยากรมนุษย์รองรับแรงงานฐานความรู้ มิติที่สองคือการจัดการโลจิสติกส์และการคมนาคมขนส่งในแม่น้ำโขงตอนบน เชื่อมโยงจากท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนสู่จีนตอนใต้ ซึ่งแม้จะมีประสิทธิภาพทางต้นทุนต่ำในระยะทางกายภาพ แต่ผู้ประกอบการยังคงติดขัดด้านกฎระเบียบ พิธีสารศุลกากร และมาตรการกักกันโรค จึงจำเป็นต้องอาศัยการอภิบาลข้ามพรมแดน (Cross-border Governance) และระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) มิติที่สามคือการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของเขตเศรษฐกิจพิเศษกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งต้องใช้แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อัจฉริยะ (Smart Creative Tourism) ผสานเทคโนโลยีขั้นสูงกับการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อลดปัญหาเศรษฐกิจแบบปิดแยกส่วน (Enclave Economy) และมิติสุดท้ายคือการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) ผ่านการฟื้นฟูย่านเมืองเก่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์มฐานข้อมูลอัจฉริยะเพื่อสร้างอำนาจอธิปไตยทางข้อมูลในการเชื่อมต่อกับภูมิภาค

อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเปรียบต่างทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน เนื้อหาการพัฒนาเชิงบวกเหล่านี้ได้นำมาสู่การเผยให้เห็นความเสี่ยงใหม่และข้อจำกัดเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ใหม่เกิดจากการที่ลุ่มน้ำโขงกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันทางอิทธิพลที่รุนแรงระหว่างยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) และกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่น้ำโขง (LMC) ของจีน กับกรอบความร่วมมือพหุภาคีของชาติตะวันตก(ดูความยุ่งเหยิงในเมียนมาร์โดยเฉพาะพื้นที่รัฐฉานใต้ซึ่งส่งผลต่อปัญหาน้ำ กก ในเชียงรายโดยตรง) การแบ่งขั้วอำนาจนี้ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากในการรักษาความเป็นกลางเชิงยุทธศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้น ความไม่มั่นคงตามแนวชายแดนอันเนื่องมาจากความขัดแย้งภายในของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา ได้ส่งผลให้โครงข่ายการค้าชายแดนชะงักงัน ซ้ำเติมด้วยภัยคุกคามรูปแบบใหม่ (Non-Traditional Security Threats) เช่น เครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีข้ามชาติและทุนสีเทาในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ซึ่งบั่นทอนความปลอดภัยและขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างสิ้นเชิง ตลอดจนวิกฤตความมั่นคงทางนิเวศวิทยาข้ามพรมแดน ทั้งการควบคุมน้ำจากเขื่อนต้นน้ำและปัญหามลพิษฝุ่นควัน (PM2.5) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพภาคเกษตรกรรมและสุขภาวะของประชากรไทย

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญกับข้อจำกัดเชิงยุทธศาสตร์ภายในประเทศที่ลดทอนความสามารถในการคว้าโอกาสจากกรอบ GMS-2030 ประการแรกคือข้อติดขัดด้านระบบงบประมาณแผ่นดินและระเบียบราชการที่มีความแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่นในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อดำเนินโครงการความร่วมมือร่วมทุนข้ามพรมแดนในระยะยาว ประการที่สองคือวิกฤตโครงสร้างประชากรแบบก้าวกระโดด จากภาวะอัตราการเกิดต่ำและการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ทำให้ประเทศไทยขาดแคลนกำลังคนทั้งในระบบการศึกษาและระบบแรงงานที่จะมาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอนาคต ประการที่สามคือช่องว่างทางเทคโนโลยีขั้นสูงและทักษะดิจิทัล ที่โครงสร้างพื้นฐานของไทยยังไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองในระดับภูมิภาค และประการสุดท้ายคือภาวะขาดดุลอำนาจต่อรองเชิงนโยบายระดับชาติ เนื่องจากกลไกการแปลงยุทธศาสตร์ท้องถิ่นชายแดนให้กลายเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศยังคงติดขัดอยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้การตอบสนองต่อปัญหาหน้างานข้ามพรมแดนขาดความคล่องตัว////โดยปัจจุบันยังพบว่า ไทยยังอิหลักอิเหลื่อกับยุทธศาสตร์มุ่งขึ้นเหนือจากแนวทางในอดีต จนไม่รู้ว่า จะไปต่อหรือปล่อยให้เป็นอย่างนี้///ดูทฤษฎี“ยุทธศาสตร์แบบเฮดจิ้ง(Hedging Strategy) ที่ผมเขียนไว้ใน https://kmnec.crurds.com/archives/707

โดยสรุป พิมพ์เขียว GMS-2030 ของธนาคารพัฒนาเอเชียชี้ให้เห็นถึงแบบจำลองการพัฒนาในอุดมคติที่มุ่งเน้นความเชื่อมโยงและความเท่าเทียม แต่ในความเป็นจริงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังติดอยู่ในกับดักระหว่างโอกาสระดับมหภาคกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของตนเอง การที่ประเทศไทยจะก้าวข้ามข้อจำกัดและบริหารความเสี่ยงเหล่านี้ได้ จำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดินชายแดน การยกระดับการทูตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเชิงรุก ตลอดจนการลงทุนในเทคโนโลยีและทุนมนุษย์อย่างเร่งด่วน เพื่อแปรเปลี่ยนความเสี่ยงข้ามแดนให้กลายเป็นอรรถประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

วิกรม บุญนุ่น.(2569).บทวิเคราะห์ภูมิทัศน์ยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง: จากพิมพ์เขียว GMS-2030 สู่ความเสี่ยงและข้อจำกัดเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย.ออนไลน์.https://kmnec.crurds.com/archives/778

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Are you human? Please solve:Captcha